คำอธิบาย

เรื่องราวการรับอิสลามของ อับบาส (ภคพล คีบสูงเนิน) ชายหนุ่มที่้เ้ฝ้าค้นหาความจริงและพระเจ้าผู้เที่ยงแท้ บอกเล่าเรื่องราวของเขาที่นำไปสู่การศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้า ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงและปัญหาต่างๆ ที่ต้องฝ่าฟัน หลังจากที่ได้รับทางนำให้นับถือศาสนาของพระผู้เป็นเจ้า พร้อมข้อความจากเขาฝากถึงพี่น้องมุสลิมและต่างศาสนิก คัดจากเว็บ www.อิสลาม.net โดยกลุ่มอัซซาบิกูน

รายละเอียดแบบเต็ม

> > > >

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่งเสมอ

 

มุสลิมใหม่ อับบาส (ภคพล คีบสูงเนิน) :

“ผมแอบอิจฉามุสลิม ... ที่เขาเป็นมุสลิมตั้งแต่เกิด”

 

ชื่อ :  ภคพล คีบสูงเนิน 

เกิดวันที่ 28 มกราคม 2519 เป็นคนกรุงเทพ โดยกำเนิด เป็นบุตรคนที่ 3 ในบรรดาพี่ น้องทั้งหมด 3คน ส่วนพี่ชายคนโตเสียชีวิตแล้ว ครอบครัว และญาติพี่น้องเป็นพุทธทั้งหมด และไม่ได้ใช้ชีวิตกับครอบครัวตนเองตั้งแต่เกิด

จบการศึกษาปริญาตรี : ด้านการโรงแรมและการท่องเที่ยว

ปัจจุบัน : ทำงานที่โรงแรมเชอราตันแกรนด์ สุขุมวิท

เปลี่ยนความเชื่อเป็นคริสเตียนเมื่อปี 2548 และรับอิสลามเมื่อเดือน พฤษภาคม 2552

 

ลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่เกิดจนรับอิสลาม

 

ความทรงจำในวัยเด็ก    

ผมเกิดที่โรงพยาบาลราชวิถี ตอนนั้นพ่อแม่ผมอยู่สมุทรปราการนับแต่ผมจำความได้ในวัยเด็ก ผมก็รู้อยู่แล้วว่าผมไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ที่ให้กำเนิดผม ซึ่งผมก็ไม่ได้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจอะไรมากมาย เพราะครอบครัวที่ผมอยู่ด้วยที่กรุงเทพก็ให้ความอบอุ่นผมดี มีพ่อกับแม่ที่เลี้ยงผมมา พี่ชายอีกสองคน และก็พี่สาวอีกสองคนพี่สาวคนเล็กห่างกับผม สิบสองปี แล้วพี่สาวคนโตก็แก่กว่าผมเกือบยี่สิบปี พ่อแม่ผมแท้ๆ ไม่ได้หายไปไหนหรอกครับ ก็ยังอยู่นะแหละในเวลานั้น กับพี่ชายผมแท้ๆ อีกสองคน ผมเป็นคนเล็กสุดท้องอีกเช่นเคย  ผมมา อยู่กับครอบครัวที่เลี้ยงผมมาจนโต ที่มาอยู่ที่นี่เพราะตอนช่วงผมอายุประมาณหนึ่งเดือน เป็นเพราะแม่กับพ่อผมแท้ๆ ต้องขายของ ไม่มีเวลาเลี้ยง  มีคน อธิบายให้ผมฟังว่า แท้จริงเขามาฝากเลี้ยงในระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น อาจจะเดือนหรือสองเดือนแต่ช่วงเวลาสั้นนั้นๆ ผมก็ไม่เข้าใจว่า ความจำในช่วงนั้นของผมจะดีอะไรหนักหนาสุดท้ายผมไม่ยอมกลับ แล้วพ่อเลี้ยงผมก็ไม่ยอมให้เอากลับคืนไปทั้งๆที่ไม่ใช่ลูกของตัวเอง พ่อเลี้ยงผมเป็นตำรวจ เล่ากันมาผมมาอยู่บ้านหลังนี้พร้อมกับอาการปอดบวม ซึ่งในตอนแรกไม่มีใครรู้ แล้วพาไปคลินิกหรือโรงพยาบาลอะไรสักอย่าง หมอบอกว่าถ้ามาช้ากว่านี้คงไม่รอด ผมเข้าอนุบาลในโรงเรียนคริสต์ แต่กลับไม่รู้จักพระเยซู เคยเห็นแต่รูปปั้น แล้วรู้ว่าวันคริสมาสต์นี่มีของขวัญ ผมชอบกล่องของขวัญแม้ว่ามันจะเป็นของขวัญปลอม หรือกล่องขนมอันละสองบาท ที่เป็นรูปกล่องของขวัญก็ยังชอบที่ผมเรียนที่นั่นเพราะพี่สาวคนเล็กเรียน ม.ต้นที่นั่นด้วย เรียนอยู่ปีหรือสองปีนี่ละ เพราะพอพี่สาวจบม.ต้น ผมก็ย้ายเข้า โรงเรียนประถมแถวบ้านซึ่งเป็นโรงเรียนชื่ออิสลามแต่สอนสามัญภายในโรงเรียนก็ มีมัสยิดด้วย อิสลามเป็นยังไงไม่รู้ รู้แต่ว่าไม่กินหมู กับละหมาดวันศุกร์ เพราะเห็นจากเพื่อน เรียนอยู่จนจบป.6 พอ ม.ต้น กับม.ปลายก็ย้ายไปเรียนโรงเรียนวัด

 

ความคุ้นเคยกับอิสลาม

ที่บ้านผมจะเรียกมุสลิมว่า แขก ตอนประถมผมเรียนที่โรงเรียนอัสสละฟียะฮ์วิทยาลัย ตั้งแต่ประถมหนึ่งถึงประถมหกไม่ได้อยากรู้อยากเห็นอะไรมากมายเกี่ยวกับอิส ลาม รู้ว่า แขกนุ่งโสร่ง ไม่กินหมู ละหมาดแค่วันศุกร์ เพราะเห็นเพื่อนที่เป็นมุสลิมในห้องไปละหมาด แต่ไม่รู้ว่าต้องทำห้าเวลา บ้านผมก็อยู่ใกล้ชุมชนมุสลิม มีพระเจ้าชื่ออัลลอฮฺ เป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้ แต่ช่วงที่ผมเริ่มเข้าวัยรุ่น ผมชอบอะไรแบบอิสลามหลายอย่าง เช่นการแต่งกาย คือนุ่งโสร่ง เสียงสวด ตัวอักษรอาหรับ ผมก็เคยมีคู่มือหัดละหมาด และบัญญัติในอิสลาม ไม่รู้นึกไงถึงไปซื้อมาอ่าน แต่ก็อ่านไม่เข้าใจ

ภาพของอิสลามในวัยเด็กมีแต่ความรุนแรง  ขี้ โกง สกปรก  ทารุณสัตว์

นั่นเป็นสิ่งที่ผมเห็นจากสื่อในข่าวโทรทัศน์ ภาพสงครามส่วนใหญ่กับความทรงจำในวัยเด็ก อเมริกาต้องรบกับประเทศอมุสลิมทุกครั้งไปสิ ถ้าความรู้ในตอนเด็ก พวกมุสลิมเป็นผู้ร้ายตลอด คิดแบบไม่รู้ที่มาที่ไป

ยืมเงินแล้วไม่ใช้ พวกแขกนี่ขี้โกง แม่ผมมาบ่น แม้ว่าอาจไม่ได้เกิดกับแม่ผมเอง แต่เกิดกับคนรู้จัก แม่ก็มักจะมานั่งบ่น ให้ผมได้ยิน เรื่องความสกปรกนี่ ผมว่าสภาพแวดล้อมโน้มนำให้ผมคิดไปเองมากกว่า อย่างการทำอาหาร ผมก็ไม่เคยไปนั่งดูเขาทำหรอก แต่เพราะบ้านคนมุสลิมส่วนใหญ่ในละแวกนั้น คล้ายกับชุมชนแออัด เลยต้องคิดเอาไว้ก่อน เรื่องการเชือดสัตว์ในงานเทศกาลก็เหมือนกัน ผมว่ามันน่าสงสารออก แต่ผมก็ลืมนึกไปว่าเนื้อสัตว์ที่ผมกินทุกวัน ก็โดนเชือดเหมือนกัน เพียงแต่ผมไม่เห็น แต่นั่นอาจเป้นความสงสัย ไม่ได้ใส่ใจอะไรหนักหนา ทางใครก็ทางมัน ไม่ถึงขั้นติดความคิดในแง่ลบ นั่นคือความรู้สึกในวัยเด็ก

 

ศาสนาพุทธกับผมเป็นอย่างไร

ผมเป็นชาวพุทธ  ซึ่งติดตัวแต่กำเนิด ที่บ้านนับถือก็นับถือด้วย การปฏิบัติใส่บาตรคงจะนับครั้งได้ในหนึ่งรอบปี ทำแล้วก็สบายใจดีนะ แต่ก็ไม่ค่อยทำ เรียนศาสนาในบทเรียนในโรงเรียน รู้ว่าทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว ไม่ต้องคิดไรมากมาย  ศาสนาทุกศาสนาสอนให้เป็นคนดีเหมือนกันหมด ศาสนากับการดำเนินชีวิตประจำวันเหมือนจะอยู่คนละทาง ไม่ทำชั่ว ไม่เอาเปรียบ คดโกงใครเป็นพอ พอเริ่มเข้าวัยรุ่น ผมเริ่มไม่ชอบการทรงเจ้าเข้าผี ไม่รู้ทำไม รู้แต่ว่าทำไมเจ้าหรือเทพพวกนี้ต้องลดตัวลงมาอยู่ในคน แล้วมาปนอยู่ในศาสนาพุทธได้ยังไงก็ไม่รู้ พุทธกับพราหมณ์ ปนกันไปปนกันมา คงเกิดจากการที่เห็นว่าอะไรดีก็ทำไปเถอะ ไม่เดือดร้อนใคร ไม่หนักหัวกบาลใคร แถมสบายใจอีกต่างหาก การทำนายทายทัก ไม่ได้แสวงหาสิ่งเหล่านี้  แต่ก็มีบ้างที่ชอบดูชอบอ่านทำนายดวง หากหมอดูทักว่าดี ก็ลองทำตาม แต่สุดท้ายไม่ว่าหมอดูจะทำนายว่าดีหรือไม่ดี  สุดท้ายก็ลงเอย ด้วยความทุกข์ หากทำนายว่าดี แต่ก็ต้องทำโน่นทำนี่เสียเงินเสียทองไป อย่างน้อยก็ค่าหมอดูละ เวลาที่ไม่ได้เป็นตามคำทำนายที่ทายว่าดี ก็กลายเป็นทุกข์หนักกว่าเดิม เพราะคาดหวังสูง  ผมก็ไม่ได้ค้น หาอะไรมากมายกับศาสนาความเชื่อที่ผมมีมาแต่กำเนิด

 

เมื่อผมบวชพระ

ผมบวชพระตอนอายุ 27  ที่ วัดเทพศิรินทร์ ซึ่งไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่าจะได้บวชวัดนี้ ผมบวชแค่ 15 วัน เพราะลางานได้เท่านั้น ตอนบวชก็บอกตามตรงว่าอยากให้ถึงวันสึกไวไว คงจะยังเข้าไม่ถึง ตื่นเช้ามาก็เดินสายบิณฑบาต แถวตลาดมหานาคกับตลาดโบเบ้ ใครจะคิดบ้างว่า ต้องเดินเท้าเปล่าลุยน้ำในตลาดที่ดำๆ กลับมาวัดก็ฉันท์เช้า ต่อด้วยทำวัตรเช้า มีการปลงอาบัติหลังทำวัตรเช้า กรณีที่เราอาจทำผิดบัญญัติสงฆ์  สิบเอ็ดโมงก็ฉันท์เพล หัวค่ำก็มีการฝึกให้นั่งสมาธิ มีอยู่วันหนึ่งที่ผมมีความรู้สึกว่าตัวผมลอยได้ ขณะทำสมาธิ  ประมาณ ห้าวินาที แต่อาจเกิดจากเหน็บกินมากกว่า เพราะวัดนี้เป็นพระอารามหลวง จึงมีพระที่มีชั้นยศหลายรูป สุดท้ายผมก็สงสัย ว่าทำไมต้องแบ่งชั้น แบ่งยศ แม้กระทั่งนักบวช สรุปว่าผมไม่ค่อยได้อะไรจากการบวชสักเท่าไหร่

 

ความเชื่อของผมเป็นแบบไหนกับเรื่องทั่วๆไป และเรื่องการเปลี่ยนศาสนา

ผมเป็นคนที่ไม่ได้ เชื่ออะไรง่ายๆ ถ้าไม่มีหลักฐานหรือการพิสูจน์ให้เห็น ถ้าไม่นับเรื่องของศาสนาเพราะว่ามันพิสูจน์ไม่ได้ ต้องรอดูที่ผล ที่มาที่ไปเป็นอย่างไร ไม่รู้เพราะขี้เกียจค้น การนินทาผู้อื่นในแง่ไม่ดี แล้วนำมาพูดต่อๆกัน โดยไม่ได้สืบความจริง ใช้ไม่ได้กับผม บางเรื่องผมจะถามจากเจ้าตัวเลย ว่าจริงไหม ถ้าเป็นความเชื่อประเภทโชค เครื่องรางของขลัง ผมก็ไม่กล้าหลบหลู่เพราะไม่รู้ว่ามีจริงหรือไม่จริงแต่ก็เชื่อไว้ก่อน คิดว่าปลอดภัยดี เพราะไม่รู้ว่าจะพิสูจน์อย่างไร ผมก็ต้องยอมเชื่อไปโดยปริยาย ถึงกับว่าบางครั้งผมก็แสวงหาสิ่งเหล่านี้บ้าง เมื่อผมคิดจะรวย หรือหางานทำ

เรื่องการเปลี่ยนศาสนานะหรือ ลืมไปได้เลย ใครจะกล้า ที่บ้านก็พุทธทั้งนั้น  เป็นชาวพุทธสบายจะตาย ไม่ต้องมีกฏเกณฑ์อะไรมากมาย แล้วคนส่วนใหญ่ในประเทศเขาก็นับถือกัน ศาสนาไหนๆ ก็สอนให้เป็นคนดีเหมือนกัน ที่บอกว่าพระเจ้าสร้างโลก ไม่ต้องเวียนวายตายเกิด ก็รู้นะ แล้วจะพิสูจน์ยังไง ใครก็พูดกันได้ แล้วไหนคนรอบข้าจะมองว่าโลเล จะมาหาว่าผมบ้า นี่คือ ความคิดช่วงผมเรียนมหาวิทยาลัย แม้ในใจจะชอบอิสลามแต่เป็นการชอบแค่เปลือกของศาสนา จากสิ่งที่ผมเห็นภายนอก

 

ผมเบื่อหน่ายชีวิตสุดสุด

ช่วงเวลาที่ผมหันกลับมาดูชีวิตตัวเองกับความเชื่อทางศาสนาคือตอนที่ ผมเริ่มรู้สึกเบื่อกับงานที่ทำ เมื่อเราเจอแต่การแก่งแย่งแข่งขัน ความไม่ยุติธรรมของสังคมโลก การปลิ้นปล้อนเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ตนเองต้องการในตำแหน่งหน้าที่การงาน บางครั้งผมรู้สึกสิ้นหวังกับชีวิตบนโลกใบนี้ หนีความบาปไม่พ้น แล้วไหนจะต้องตายแล้วกลับมาเกิดใหม่อีก ความคิดหนึ่งมันแล่นเข้ามาในหัวผม ไหนๆ ผมก็หนีบาปไม่พ้นแล้ว ก็สนุกกับบาปซะเลยจะดีกว่า ทุกคนย่อมมีด้านมืดของตัวเอง จริงไหม แต่ไอ้สิ่งที่เราสนุกด้วยกลับเป็นความสุขช่วงสั้นๆ บางครั้งแทนที่มันจะสุขมันกลับกลายเป็นความทุกข์แทน ผมเบื่อกับพวกพระปลอม ก็โจรห่มผ้าเหลืองดีดีนี่เอง ครั้งหนึ่งผมเคยใส่บาตร แต่แทนที่พระนั่นจะให้ผมเอาข้าวใส่ในบาตรกลับให้ผมใส่ข้าวลงบนถุงพลาสติก นั่นเป็นการใสบาตรครั้งสุดท้ายในชีวิตผม แม้จะมีหลายคนแย้งว่า ทำๆ ไปเถอะ ถ้าใจเราคิดดี ก็ได้บุญเหมือนกัน แต่ผมยอมไม่ได้ เหมือนเปิดช่องให้คนทำชั่ว หากผมคิดเช่นนั้น

 

คุณว่ามีใครอยู่บนท้องฟ้าไหม?

ไม่รู้สิ วันหนึ่งขณะที่ผมไปเที่ยวนครนายกกับเพื่อนๆ พี่ๆ ที่ทำงาน มันช่วงเวลาที่ผมเบื่อกับชีวิตสุดๆ ทั้งเรื่องงานกับชีวิตส่วนตัวที่คิดว่า ตัวเองไร้คุณค่า ในคืนนั้น­ขณะที่ทุกคนกำลังร้องคาราโอเกะกันอย่างครื้นเครงในห้องจัดเลี้ยง ผมออกมาอยู่กลางสนามคนเดียว ตรงแคมป์ไฟ ผมมองไปบนท้องฟ้าอันมืดมิดที่มีดวงดาวเป็นจุดๆ อยู่ทั่วๆ ไปนั่น แล้วผมก็แหงนหน้าพูดกับท้องฟ้าว่าผมอยากเปลี่ยนศาสนา อยากเปลี่ยนความเชื่อ ผมจะทำอย่างไรดี ลึกๆ ผมอาจจะนึกถึงใครบางคน ที่คนบนโลกเรียกว่า พระเจ้า แต่ผมก็พูดไปอย่างนั้นแหละ ผมไม่รู้หรอกว่านั่นเป็นจุดเริ่มต้นของบางอย่าง ที่พลิกชีวิตผมไป ประตูในใจที่กำลังเปิดออกเพื่อค้นพบความยิ่งใหญ่

 

อ่านต่อคลิกที่ไฟล์แนบด้านบน ...

ส่งฟีดแบ็ก