คำอธิบาย

เรื่องราวการรับอิสลามของ ธวัฐ (ชะฮีด) อ้นทิม ชายหนุ่มผู้พบกับการเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่ในชีวิต "ผมรู้สึกภูมิใจที่ได้อยู่ใน ศาสนาที่แท้จริงของพระเจ้า ผมรู้สึกปลาบปลื้มที่ได้กล่าวตักบีร และผมรู้สึกดีเสมอเวลาผมได้สุญูดต่อพระเจ้า ผมจะน้ำตาคลอเบ้าและขนลุกเสมอ" คัดจากเว็บ www.อิสลาม.net โดยกลุ่มอัซซาบิกูน

รายละเอียดแบบเต็ม

> > > >

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่งเสมอ

 

มุสลิมใหม่ ธวัฐ (ชะฮีด)  อ้นทิม :

ผมรู้สึกดีเสมอเวลาผมได้สุญูดต่อพระเจ้า

 

ชื่อ : ธรัฐ อ้นทิม

ชื่ออาหรับ: ชะฮีด

เกิดวันที่  10 สิงหาคม 2531 ปัจจุบันมีอายุ  21 ปี เป็นบุตรคนโต มีน้องสาวคนเล็กหนึ่งคน สมาชิกในบ้านเป็นชาวพุทธทั้งหมด

ปัจจุบันกำลังศึกษา อยู่ที่คณะนิเทศ-ศิลป์ มหาวิทยาลัย อัสสัมชัญ

 

ทางสู่อิสลาม: ผมคุ้นเคยกับอิสลามมาตั้งแต่ผมยังเล็ก เนื่องจากถิ่นกำเนิดผมได้อยู่ในแถบที่มีพี่น้องมุสลิมอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ผมคุ้นเคยกับเสียงอะซานในเวลาศุบหฺ(ช่วงเช้าตรู่)ตั้งแต่เด็ก เพราะผมต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปเรียนที่ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมได้สนใจว่าพระผู้เป็นเจ้าคือใคร?

ผมศึกษาที่ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนมาเป็นเวลา 12 ปีเต็ม โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนคริสต์นิกายโปรแตสแตนท์ และมักเผยแพร่ศาสนาให้เด็กต่างศาสนาได้เรียนรู้อย่างเต็มใจ โดยเป็นวิชาที่มีอาจารย์ที่มีความรู้ทางศาสนามาสอนทุกๆ อาทิตย์ อาทิตย์ละหนึ่งคาบเรียน ซึ่งต่างกับโรงเรียนในนิกาย โรมัน-คาทอลิก ที่จะแยกเด็กคริสต์และเด็กศาสนิกอื่นออกอย่างชัดเจน

ผมเริ่มเชื่อว่าพระเจ้ามีจริง และพระองค์ทรงรู้ถึงจิตใจเรา ตั้งแต่ผมอยู่ชั้นประถม 4 ซึ่งทุกๆปี ทางโรงเรียนจะมีวันหนึ่งที่เรียกว่าเป็นวันเปิดใจรับพระเยซูคริสต์เข้ามาในชีวิต และผมก็ได้เข้าไปเปิดใจรับมาสองครั้งสองครา แต่ก็ไม่สำเร็จเพราะเวลาผมกลับมาบ้าน ผมบอกแม่ผมว่า ผมเป็นคริสต์แล้ว ผมจะไปโบสถ์วันอาทิตย์ แม่ก็จะต่อว่าผม และผมก็ไม่เข้าใจ สุดท้ายผมก็หลงลืม จนไม่มีโอกาสได้ไปโบสถ์สักครั้ง นั่นคงเป็นการกำหนดที่ยิ่งใหญ่ของ อัลลอฮฺซุบฮานะฮูวะตะอาลา อย่างแน่นอน...

หลังจากนั้นพอย่างเข้าวัยคะนอง ผมก็เริ่มลืมพระผู้เป็นเจ้า เพราะด้วยความที่ทางบ้านเป็นพุทธ แต่ไมได้เคร่งครัดมากนัก ทำให้ผมต้องไปร่วมพิธีสำคัญทางศาสนาบ้างเป็นบางครั้ง แต่ผมมักจะไม่ค่อยไปเพราะผมติดเพื่อน และเพศตรงข้าม ตามประสาวัยอยากรู้อยากเห็น อยากลอง จนผมได้รู้จักกับยาเสพติดต่างๆ และผมก็เริ่มใช้มันบ่อยขึ้น จนใช้ทุกวัน

ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ชีวิตผมน่าเกลียดที่สุด ผมไม่ยอมเอ็นทรานซ์เพราะว่าผมขี้เกียจ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ไร้สาระมาก ผมกำลังจมดิ่งสู่ความเลวร้าย ผมแอบนำยาเสพติดมาไว้ในบ้าน จนพ่อแม่จับได้หลายครั้งหลายครา แต่ผมก็ไม่เลิก พ่อแม่เสียใจมาก จนไม่พูดกับผมเป็นเดือนๆ ผมดำเนินชีวิตอยู่ในวังวงเดิมๆ ตั้งแต่ ม.5 จนเข้ามหาลัย ซึ่งผมก็ยังไม่เลิก แถมยังจะหนักข้อขึ้นทุกวัน แล้วยังมีเรื่องผู้หญิงมาข้องเกี่ยว ทำให้ผมเรียนได้แย่มาก ซึ่งก็ทำให้พ่อแม่ลำบากใจเหมือนเดิม จนผมได้มาพบกับ อุมัรฺ

ซึ่งในตอนที่รู้จักกันแรกๆ นั้น เขาก็เป็นคนแบบเดียวกับผม จึงสนิทกันอย่างรวดเร็วในเวลาไม่นาน และชักชวนกันใช้ยาเสพติดกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งถ้าเทียบกับในตอนนี้เขาได้เปลี่ยนไปมาก...

หลังจากนั้นไม่นานผมก็ไม่พบกับอุมัรฺอีกเป็นเวลานานมาก ซึ่งมาทราบข่าวอีกทีในตอนหลังว่าได้เข้ารับอิสลามแล้ว แต่ก็ยังไม่พบเขาอยู่ดี ณ ตอนนั้นผมก็ได้สนใจกับอิสลามมากขึ้น จึงได้ขอหนังสือมาอ่านจากอาสะใภ้ของผมซึ่งเป็นมุสลิมะฮฺ ประจวบกับผมมีโอกาสได้ติดตามสารคดีทางช่อง National Geographic รายการ Inside Islam ซึ่งทำให้ผมน้ำตาซึมและกลับมาคิดถึงพระผู้เป็นเจ้าอีกครั้ง เมื่อรายการเจาะลึกไปถึงหลักศรัทธาหกประการ

ผมคิดอยู่ในใจมาตลอดหลังจากนั้น ว่าผมจะเป็นมุสลิมให้ได้ แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไรเท่านั้นเอง และนั่นทำให้ผมไปขอหนังสือจากอาสะใภ้ผมและเริ่มอ่านเมื่อมีเวลาว่างจากการบ้านที่มหาวิทยาลัย และช่วงนั้นผมก็เริ่มไม่ดื่มเหล้า ส่วนเรื่องทานหมูนั้น เหมือนเป็นเรื่องแปลกเพราะผมไม่ชอบทานหมูมาตั้งแต่เล็กอยู่แล้วจึงไม่ค่อยมีปัญหาแต่อย่างไร เหมือนกับเรื่องขลิบหนังปลายอวัยวะเพศที่ผมได้ขลิบมาตั้งแต่ผมกำเนิดออกมาจากครรภ์แม่ผมแล้ว

ช่วงแรกที่ผมสนใจอิสลาม เพื่อนๆ ในกลุ่มเริ่มหาว่าผมเพี้ยนบ้าง และเมาเยอะไปเลยเลอะเลือน และต่อว่าล้อเลียนต่างๆ นานาๆ เพราะเขาคิดว่า อีกสองสามวันผมก็เลิกสนใจอิสลามแล้ว แต่กลับกัน เหมือนเป็นแรงกระตุ้น ทำให้ผมอยากรู้เกี่ยวกับอิสลามมากขึ้น ผมเริ่มอ่านหนังสือ และ เปิดเว็บไซต์ศาสนามากขึ้น ถามจากเพื่อนมุสลิมบ้าง และลองถือศีลอดในเดือนรอมฎอน ถึงจะไม่สมบูรณ์เท่าไรนัก แต่ผมก็รู้สึกดี

เวลาผ่านไปล่วงเกือบหนึ่งปี ผมก็ยังปฏิบัติตัวฝึกฝนที่จะเป็นมุสลิมอยู่ และได้แต่หวังว่าผมจะได้กล่าวปฏิญาณตนหลังจากเรียนจบสักวันหนึ่ง จนกระทั่งมาถึงเหตุการณ์สำคัญที่ได้เปลี่ยนผมให้อยู่ในทางแห่งสัจธรรม

ผมได้ไปทำงานประจำครั้งแรกเกี่ยวกับสิ่งที่เรียนมา ด้วยความที่ประสบการณ์ยังด้อย ทำให้ถูกกดดันจากทางผู้เป็นงานและกดขี่จากนายจ้าง ทำให้ผมรู้สึกท้อแท้ หมดกำลังใจเป็นอย่างมาก แต่ผมก็ยังคิดว่าเป็นบททดสอบจากพระเจ้าอย่างแน่นอน และในวันที่ผมต้องแอบมาร้องไห้เพราะไม่ไหวกับการทำงานร่วมกับคนเห็นแก่ตัว และใช้อำนาจอย่างลืมตัว ทำให้ผมอดไม่ไหวที่จะสื่อสารกับพระผู้เป็นเจ้า โดยการขอท่านในใจว่าผมไม่ไหวแล้ว ผมอยากหลุดจากวังวนเดิมๆ ผมอยากเป็นมุสลิมอย่างแท้จริง

หลังจากนั้นเพียงสองวัน ทำให้ผมพบกับ อุมัรฺ ผู้ซึ่งผมไม่เจอกับเขามานานนับปีอย่างเหลือเชื่อ ผมถามเขาทันทีว่าเค้าเป็นมุสลิมแล้วใช่ไหม เขาพยักหน้า ผมไม่รอช้าทันที ผมบอกเขาว่าผมสนใจอิสลามมานานแล้ว แต่ยังไม่ได้กล่าวปฏิญาณตน เพราะยังไม่พร้อม เขาตอบผมว่า นี่เป็นโอกาสดีแล้วที่จะได้กล่าว เพราะถ้าผมตายไปก่อนกล่าวชะฮาดะฮฺผมจะเสียโอกาสทันที

ผมคุยกับเขาสักพัก และตัดสินใจทันทีว่าผมจะเข้ารับอิสลามเดี๋ยวนั้นเลย และแล้วผมจึงไปกล่าวปฏิญาณตนโดยมีเพื่อนคนนี้เป็นพยานให้ผม...

ผมกลับมาบ้านด้วยความรู้สึกแปลกๆ ว่าตนเองได้เป็นมุสลิมแล้ว แต่ผมก็ยังไม่แน่ใจอยู่ดีว่าจะปฏิบัติตัวได้ไหม พร้อมกับคำถามต่างๆ นานาในหัวให้ขบคิด

ในตอนนั้นเอง พระเจ้าได้แสดงอำนาจของพระองค์ให้ผมได้รับรู้ ขณะนั้นผมยืนสูบบุหรี่อยู่หลังบ้าน ผมได้ยินเสียงอะซานไม่ดังมากนัก จากมัสยิดที่ไม่ไกลจากบ้าน แต่เสียงก็ดังขึ้นเหมือนมีคนมาอะซานอยู่ข้างหูกับคำว่าอัชหะดุ อัลลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮฺผมรู้สึกตกใจมาก ตัวสั่นเทา ทำอะไรไม่ถูก รีบทิ้งบุหรี่แล้วเข้าบ้านมาสุญูดทันที ผมรู้สึกแน่แล้ว ใช่แน่ๆ ผมจึงโทรไปคุยกับอุมัรฺทันที เขาบอกผมว่าเป็นสัญญาณที่ดี ผมจึงตัดสินใจกวาดล้างสิ่งไม่ดีทั้งหลายที่ผมติดใจอยู่ทันที

หลังจากนั้นอุมัรฺ ก็จะสอนผมเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ และการปฏิบัติ รวมถึงโทรหาผมที่มหาวิทยาลัยทุกครั้งเมื่อถึงเวลาละหมาด และแล้วผมก็ได้คุยกับ อ.ชารีฟ วงศ์เสงี่ยม ผมได้พบกับ อ.ชารีฟ ครั้งแรกเมื่อไปละหมาดวันศุกร์ ที่ศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย หลังจากนั้น อาจารย์ก็จะคอยนัดผมมาเจอกับกลุ่มและไปฟังบรรยายเสมอๆ เพื่อให้ความรู้และรักษาอิมานไม่ให้ลดหายไป และอุมัรฺ ก็พาผมไปรู้จักอาจาร์ยที่ศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทยเพื่อเรียนเกี่ยวกับรุก่น และอากิดะฮฺทุกวันอาทิตย์ ซึ่งผมก็เรียนได้สามเดือนแล้ว หลังผมได้รับอิสลามไม่นาน

ทุกวันนี้การเรียนและการปฏิบัติตัวของผมดีขึ้นอย่างมาก จนหลายๆ คนเริ่มเห็นในความเปลี่ยนแปลง รวมถึงพ่อแม่ผมที่ตอนแรกออกจะไม่ชอบใจด้วยซ้ำ ผมรู้สึกภูมิใจที่ได้อยู่ในศาสนาที่แท้จริงของพระเจ้า ผมรู้สึกปลาบปลื้มที่ได้กล่าวตักบีร และผมรู้สึกดีเสมอเวลาผมได้สุญูดต่อพระเจ้า ผมจะน้ำตาคลอเบ้าและขนลุกเสมอ เวลาเดินจากบ้านไปละหมาดที่มัสยิด ซึ่งทั้งหมดก็นับว่าเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าโดยทั้งสิ้น ที่ทรงชี้ทางนำให้กับบ่าวที่อ่อนแออย่างผม อัลหัมดุลิลลาฮฺ

 

คัดจาก อิสลาม.net

ส่งฟีดแบ็ก