คำอธิบาย

เรื่องราวการรับอิสลามของ Iman Aparicio ชาวแม็กซิกัน เธอเป็นสาวแม๊กซิกัน ประเทศที่เกือบร้อยเปอร์เซนต์เป็นคนนับถือศาสนาคริสต์สายโรมันคาทอลิก ด้วยเหตุผลที่โตมากับครอบครัวที่เคร่งครัดทางศาสนาและคนที่นั่นก็แทบจะไม่รู้จักศาสนาอื่นเลย เธอเลยไม่เคยมีความคิดที่จะเสาะหาหรือทำความรู้จักและเข้าใจศาสนาอื่น เธอไม่เคยคิดแม้แต่จะถามตัวเองว่าสิ่งที่เธอเชื่อ ผิดถูกแค่ไหนอย่างไร

รายละเอียดแบบเต็ม

 

เส้นทางสู่อิสลามของ อดีตคริสเตียน โรมันคาทอลิก Iman (Monica) Aparicio

 

 
Iman (Monica) Aparicio เธอเป็นสาวแม๊กซิกัน ประเทศที่เกือบร้อยเปอร์เซนต์เป็นคนนับถือศาสนาคริสต์สายโรมันคาทอลิก  เธอเกิดและโตมากับครอบครัวที่ค่อนข้างเคร่งครัดในเรื่องศาสนา เธอเล่าว่าครอบครัวของเธอปลูกฝังเธอให้เชื่อในคริสเตียน ไปโบสถ์ สวดมนต์ ทำทุกสิ่งทุกอย่าง ด้วยเหตุผลที่โตมากับครอบครัวที่เคร่งครัดทางศาสนาและคนที่นั่นก็แทบจะไม่รู้จักศาสนาอื่นเลย เธอเลยไม่เคยมีความคิดที่จะเสาะหาหรือทำความรู้จักและเข้าใจศาสนาอื่น เธอไม่เคยคิดแม้แต่จะถามตัวเองว่าสิ่งที่เธอเชื่อ ผิดถูกแค่ไหนอย่างไร คนที่นั่นก็ไม่เคยคิดจะตรวจสอบว่า ที่ฟังๆจากโบสถ์นั้น จริงๆแล้วมีอยู่จริงในคำภีร์ไบเบิลหรือไม่

 

พอเธออายุได้ 10 ขวบ เธอและครอบครัวได้ย้ายไปอยู่ทางเหนือของแม๊กซิโก ซึ่งเป็นเมืองชายแดนที่ติดกับอเมริกา ที่นั่นทำให้เธอพบกับสามีของเธอ เค้าเป็นมุสลิมและเป็นคนที่ดีมาก ครอบครัวของเราก็ชอบเค้ามาก เมื่อเธออายุได้ 23 ปี เธอตัดสินใจแต่งงานกับสามีของเธอ ตอนแต่งงานกัน เธอยังคงเป็นคริสต์โรมันคาทอลิกและเธอเล่าว่าได้ทำสัญญากันระหว่างเธอกับสามีของเธอ สามีเธอขอว่าถ้ามีลูก อยากให้ลูกได้รับการดูแลและโตมาแบบอิสลาม ส่วนเธอขอสามีเธอว่า เธอไม่ต้องการให้สามีเธอแต่งงานมีภรรยาหลายคน สามีเธอบอกว่า ไม่ต้องห่วงหรอกครอบครัวเค้าไม่นิยมมีภรรยาหลายคนอยู่แล้ว

 

ในตอนนั้นเธอก็คิดว่า ก็คงไม่มีปัญหาอะไร สามีเธอเป็นคนน่ารัก ถ้าลูกๆเธอจะเติบโตมาเป็นมุสลิมก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่เมื่อเธอมีลูกให้กับเค้าคนแรก ด้วยความรักของแม่ เธอกลับมีความรู้สึกว่า ไม่ได้ ฉันต้องดูแลและเลี้ยงดูลูกของฉันให้เป็นคริสต์โรมันคาทอลิก

 

จริงๆ ตอนนั้นเธอเกิดอยากผิดสัญญากับสามีเธอด้วยเหตุผลที่เธอเชื่อว่าศาสนาที่แท้จริงจากพระเจ้าคือคริสเตียน ไม่ใช่อิสลาม และเธอไม่ต้องการให้ลูกของเธอตกนรก เธอเลยตัดสินใจสอนลูกเธอเกี่ยวกับคริสเตียนอย่างลับๆ เช่นตอนที่สามีเธอไปทำงานเป็นต้น เธอขอให้ลูกเธอปิดเรื่องนี้ อย่าให้คุณพ่อและครอบครัวของคุณพ่อเค้าทราบ

 

Fatma, in the name of the Father, the Son, the Holy Spirit, ...

 

ฟัตมา ในนามของพระบิดา, พระบุตร, และพระจิต ...

 

เธอได้สอนลูกสาวเธอ ฟัตมา ในเรื่องการขอพรจากพระเจ้า เธอได้เอาไม้กางเขนมาให้ลูกเธอจูบพร้อมกับบอกว่า นี่เป็นสิ่งที่จะดูแลพวกเราเพราะฉะนั้นเราต้องเชื่อมัน เธอสอนในแบบที่เธอได้เรียนรู้มา ไม่ว่าจะเป็นการขอพรจากนางฟ้า จากเทวดา จากพระนางเมรี เซนต์ต่างๆ ฯลฯ วันหนึ่งเธอเกิดนึกไม่ออกแล้วว่าจะขอพรจากใครได้อีก เธอเลยบอกลูกสาวเธอว่า

 

Well, Fatma, we gonna ask God!!!

 

โอเค ฟัตมา เราจะขอพรจากพระเจ้า!!!

 

ลูกสาวเธอเลยถามไปว่า แล้วพระเจ้านี่ใครเหรอ? เธอสอนลูกเธอไปว่า พระเจ้าคือผู้ที่สร้างเรา สร้างพ่อแม่ของเรา และท่านนั้นนิรันดร ไม่มีวันตายไม่มีวันเกิด จากนั้นเธอก็เอาไม้กางเขนมาให้ลูกสาวเค้าไหว้อีก แล้วบอกลูกสาวเค้าไปว่า ฟัตมา ขอบคุณพระเจ้าซะ คราวนี้ลูกสาวงง เลยถามแม่ไปว่า แล้วนี่มันอะไรล่ะแม่ เธอบอกลูกสาวเธอไปว่า ก็พระเจ้างัย บุตรของพระเจ้า (อัสตัฆฟิรุลลอฮฺ) ลูกสาวเธอเลยถามไปแบบงงๆ ว่า ก็ไหนว่าพระเจ้าไม่มีวันเกิดไม่มีวันตาย แล้วไหงอันนี้ตายละแม่?

 

And I, I...have never ever in my whole life realized that FACT!!!

 

และฉัน... ทั้งชีวิตของฉันไม่เคยนึกถึงหลักความจริงเรื่องนี้เลย ไม่เคย!!!

 

ลูกสาวเธอไม่หยุดถามอีก แล้วพระเจ้ามาจากไหนล่ะ พอเธออธิบายว่าเกิดมาจากพระนางมัรยัม (อัสตัฆฟิรุลลอฮฺ) ลูกเธอก็เลยร้องอ๋อ... มีคนให้กำเนิดท่าน...แล้วก็ถามเธออีกว่า ก็ไหนว่าพระเจ้าไม่มีจุดเริ่มต้นไม่มีที่สิ้นสุดล่ะ? แล้วทำไมคนนี้มีวันเกิด? ลูกสาวเธอถามว่า ก็ไหนว่าพระเจ้ามีอำนาจทำได้ทุกอย่างแล้วทำไมเราต้องขอพรจากอันนั้นอันนั้น ไม่ว่าจะเป็น เซนต์ นางฟ้า? ทำไมล่ะแม่? และอีกหลายๆ คำถามที่เธอตอบไม่ได้และตกใจเป็นอย่างมากกับทุกๆ คำถามที่ลูกสาวของเธอถามมา ลูกสาวเธอกล่าวว่ามันขัดแย้งกันเองน่ะแม่ ตอนนั้น เธอตอบไม่ได้จริงๆ คิดแต่เพียงว่า จะทำอย่างไรให้ลูกสาวเค้าเชื่อในคริสเตียน เธอเลยบอกลูกเธอไปว่า

 

You must believe in it!!!

 

เธอต้องเชื่อมัน!!!

 

เธอบอกด้วยว่า ที่ผ่านมาเธอไม่เคยนึกถึงเรื่องการขอพรจากพระเจ้าองค์เดียว เชื่อในความเป็นพระเจ้าองค์เดียวที่เราไม่ต้องพึ่งตัวกลาง เธอไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลย เพราะมันเป็นความเคยชินจากการปลูกฝังเรื่องศาสนาของเธอมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว

 

เธอรู้สึกสับสนกับหลายๆ คำถามของลูกสาวเธอมากๆ เพราะเป็นสิ่งที่เธอไม่เคยถามตัวเองมาก่อน หลายอย่างมีความขัดแย้งกันเอง เธอเลยตัดสินใจไปปรึกษานางชีและคนอื่นๆที่คอนเวนท์ แต่แล้วเธอก็ไม่ได้คำตอบอะไร นอกเสียจากคำว่า เธอต้องเชื่อมันเพราะมันเป็นศาสนาของเธอ และนั่นเป็นสิ่งที่ไบเบิลบอกมา แต่พอเธอถามต่อว่าทำไมหลายๆ บทในคำภีร์ไบเบิลมีการขัดแย้งกันเอง บาทหลวงก็ตอบไม่ได้ เธอก็ขอดูไบเบิลของแท้ บาทหลวงก็ให้ไม่ได้ ไม่ว่าจะถามอะไรคนที่โบสถ์ก็ไม่สามารถให้คำตอบที่สมเหตุสมผลได้ ผ่านไปสามวัน เธอเลยออกมาจากโบสถ์ด้วยความผิดหวังเพราะไม่สามารถหาคำตอบและความจริงได้ นอกจากความผิดหวังแล้ว เธอก็หมดศรัทธาในศริสเตียนโรมันคาทอลิคไปมาก เธอรู้สึกว่ามันมีความว่างเปล่าในจิตใจของเธอ เธอเลยตัดสินใจขอพรจากพระเจ้า

 

โอ้พระเจ้า ได้โปรดชี้ทางนำให้ด้วย ควรจะทำตามใครดี? เพื่อจะไปสู่ท่านได้โดยตรง? คริสเตียน? หรือ มุสลิม?

 

เธอกล่าวว่า ในความรู้สึกของเธอ อิสลามก็ไม่ได้มีดีอะไร หนุ่มๆ มุสลิมตามถนนหนทาง (เข้าใจว่าตอนนั้นเธอย้ายไปอยู่ที่ประเทศแถบอาหรับ) ก็เหมือนๆ ฝรั่ง เหมือนคนชาติอื่นๆ ไม่เห็นว่าจะดีเด่นกว่าคนที่นับถือศาสนาอื่นเลย ส่วนสาวๆ ก็เหมือนกัน แต่งหน้ากันข้างละเป็นกิโล ผ้าคลุมก็ใส่ครึ่งหัว มันเห็นได้ชัดว่าแต่ละคนทำไปเพราะมันเป็นวัฒนธรรมอาหรับมากกว่าการทำไปเพราะความเชื่อในอิสลาม เพราะฉะนั้นก็ไม่แตกต่าง  ไม่มีอะไรที่ทำให้เค้ารู้สึกว่าอิสลามดีกว่าคริสเตียนแต่อย่างใด

 

เพราะฉะนั้น ตลอดทั้งเดือน เธอมองลูกสาวที่เฝ้ารอคำตอบที่เคยถามไป เธอเองไม่สามารถหาคำตอบให้ลูกสาวเธอได้ เธอจึงเฝ้าขอพรจากพระเจ้า โอ้พระเจ้า ได้โปรดชี้ทางนำให้ด้วย ควรจะทำตามใครดี? ช่วยเธอด้วย ไม่ว่าจะก่อนนอนหลังจากตื่นนอนเธอก็ยังคงขอพรจากพระเจ้าให้ชี้นำทางที่แท้จริงให้แก่เธออย่างต่อเนื่อง

 

ประมาณก่อนหน้าที่จะถึงเดือนรอมฎอนได้ไม่นาน มีคืนหนึ่งเธอฝัน ความฝันที่เปลี่ยนชีวิตเธออย่างถาวร เธอฝันเห็นเธอและลูกสาวเธอแต่งกายตามแบบอิสลามอยู่กันในห้องเล็กๆ  ในตอนนั้นเธอกำลังทำการสุญูด(กราบที่พื้นตามแบบอิสลาม เหมือนในตอนละหมาด) พร้อมๆกับกล่าวคำว่า

 

อัลลอฮุอักบัร อัลลอฮุอักบัร อัลลอฮฺผู้ยิ่งใหญ่ อัลลอฮฺผู้ยิ่งใหญ่

 

ทุกๆ ครั้งที่เธอกล่าวคำนี้ อัลลอฮุอักบัร อัลลอฮฺผู้ยิ่งใหญ่ ตัวของเธอก็โตขึ้น โตขึ้นเรื่อยๆ  เธอมีความรู้สึกโล่งและดีใจ เธอรู้ว่า นี่ต้องเป็นหนทางที่ถูกต้องแน่นอน ...และในขณะนั้น ข้างๆ ห้องที่เธออยู่กับลูกสาวเธอนั้น เธอได้เห็นชัยฏอน นัยน์ตาเป็นสีแดง ชัยฏอนจะไม่เข้ามาในห้องที่เธอและลูกเธออยู่ ชัยฏอนได้บอกเธอว่า

 

ห้ามเป็นมุสลิม จะเชื่ออะไรก็ได้ แต่อย่าเชื่อในอิสลาม เป็นอะไรก็ได้ แต่อย่าเป็นมุสลิมเด็ดขาด

 

ชัยฏอนก็เริ่มพูดคำหยาบ พยายามทำให้เธอกลัว เธอเอง...ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า เพราะอะไร เธอได้กล่าวคำว่า อาอูซูบิลลาฮิ มินัชชัยฏอนิรรอญีมขอให้อัลลอฮฺปกป้องเธอจากชัยฏอน) เธอไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเธอกล่าวคำนั้นเป็นภาษาอาหรับได้อย่างไร หลังจากที่เธอกล่าว ชัยฏอนก็ได้หายไป ตอนนั้นเธอไม่รู้สึกกลัวอะไรเลย เธอก็ยังคงทำตักบีร อัลลอฮุอักบัร อัลลอฮฺผู้ยิ่งใหญ่ ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ตัวเธอและลูกๆ ของเธอก็โตขึ้นๆ และนอกจากนั้นเธอยังกล่าวคำว่า สุบหานะร็อบบิยัลอะอฺลา (อัลลอฮฺผู้สูงส่ง) ในขณะที่กราบที่พื้น (

 

จากนั้น เธอก็รู้สึกตัว...เธอตื่นจากความฝัน ในเวลาเดียวกันเป็นเวลาละหมาดศุบห์ (ละหมาดช่วงรุ่งอรุณ) คราวนี้เธอตัดสินใจกล่าวตักบีรในขณะที่เธอรู้สึกตัว

 

อัลลอฮุอักบัร อัลลอฮุอักบัร

 

เธอเองรู้สึกดีใจมาก เธอเชื่อว่านั่น อัลลอฮฺได้ตอบรับพรของเธอ เธอดีใจมากๆ เธอดีใจที่อัลลอฮฺชี้ทางเธอ และเธอขอให้เป็นคนที่ถูกเลือกให้เป็นมุสลิมตลอดไป เพราะนั่นหมายถึงการที่ไม่ต้องลงนรก ความแตกต่างระหว่างมุสลิมกับไม่ใช่มุสลิมคือ ถ้าไม่เป็นมุสลิมแล้ว ไม่ใช่ว่าจะต้องถูกทำโทษโดยการตกนรกหนึ่งปี ร้อยปี หรือพันปี แต่มันจะตลอดไป เธอดีใจที่อัลลอฮฺชี้ทางเธอ และเธอขอให้เป็นคนที่ถูกเลือกให้เป็นมุสลิมตลอดไป เช้าของวันนั้น เธอตัดสินใจกล่าวชะฮาดะฮฺ

 

ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ และมูฮัมหมัด คือศาสนทูตของอัลลอฮฺ และเมื่อเดือนรอมฎอนเริ่มเธอก็ถือศีลอดอย่างมีความสุข

 

จริงๆ แล้ว เธอกล่าวว่าเช้าวันนั้นเธอวุ่นมาก วุ่นหาผ้าคลุม เสื้อผ้าที่ถูกต้องเพราะเธอต้องการเป็นมุสลิมในตอนนั้นเลย เธอเอาผ้าอะไรก็ได้ที่หาเจอในวันนั้นมาคลุมเป็นผ้าคลุมไปก่อน เพราะเธอต้องการอยู่ในแนวทางที่ถูกต้องในทันที หลังจากนั้น...หลังจากที่เธอตัดสินใจเข้ารับอิสลาม เธอมีความรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยว่าทำไม ไม่เคยมีใครสอนเธอ ไม่เคยมีใครบอกเธอ ทำไม? หรือเค้าเหล่านั้นไม่รู้คุณค่าของอิสลาม? ไม่รู้ว่ามันมีค่าแค่ไหน บางคนก็แทบไม่สนใจศาสนาตัวเองเลย

 

เพราะเหตุนั้น เธอตัดสินใจว่า เธอจะคนเผยแพร่ศาสนาอิสลามเอง เผยแพร่เท่าที่ความรู้ที่เธอมีอยู่ หากเป็นพระประสงค์ของอัลลอฮฺ

 

หลังจากเธอเข้ารับอิสลาม เธอก็สองจิตสองใจว่า ควรไปเยี่ยมครอบครัวเธอเมื่อไหร่ดี แต่เธอคิดว่าไม่วันใดก็วันนึง เธอก็จะต้องไปเยี่ยมพวกท่านอยู่แล้ว วันที่เธอตัดสินใจกลับไปเยี่ยมครอบครัวของเธอ ในสภาพที่เป็นมุสลิมะฮฺแน่นอนว่าพวกเค้าต้องเห็นเธอและฮิญาบ(ผ้าคลุม)ของเธอ เพราะเธอไม่เคยคิดจะถอดฮิญาบออกอยู่แล้ว เพราะฮิญาบเป็นหน้าที่ของเธอ เป็นศรัทธาที่เธอมีต่ออิสลาม อีกอย่างมันเป็นอีกหนทางนึงของการเชิญชวนอีกด้วย ถึงแม้ว่าเพิ่งเป็นมุสลิมแค่ปีเดียว ถึงแม้จะรู้แค่ ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ มูฮัมหมัด รอซูลลุลลอฮฺ เธอก็จะเผยแพร่มันออกไป เท่าที่ทำได้ เพราะฉะนั้นการกลับไปเยี่ยมบ้านของเธอเป็นการท้าทายอย่างมาก ไม่มั่นใจว่าพวกเค้าจะรับเธอได้หรือไม่

 

พอเธอเดินทางถึง ประมาณว่าทุกคนต้องการเจอเธอ เหมือนเธอเป็นคนแปลก คนใหม่ จริงๆ แล้ว เธอก็ยังเป็นเธอคนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง จะแตกต่างก็เพียงแค่ความศรัทธาต่อพระเจ้าที่ออกมาจากตัวเธอ (เพราะคริสเตียนจะแยกว่า ศรัทธาอยู่ที่ใจ ชีวิตประจำวันก็ดำเนินปกติ) เวลาเธอละหมาด ทุกคนอยากรู้มากกว่าเธอทำอะไรอยู่ แต่ก็เกรงใจที่จะถามเธอตรงๆ หลังจากที่ละหมาดเสร็จ ก็มีการถามว่า นั่นเธอออกกำลังกายเหรอ? ไม่ก็ถามว่า อืม ตอนนี้เธอเชื่อใน นางเทเรซ่าเหรอ? (Mother Teresa of Calcutta) เธอก็ตอบพวกเค้าไปว่า เธอเป็นมุสลิม ตัวจริงเสียงจริง เราไม่จำเป็นต้องเป็นนางชีหรอก ถ้าจะปฏิบัติตนในทางศาสนา แต่พวกเขาไม่เข้าใจ เขาเข้าใจว่าคนที่คลุมผ้าก็จะมีแต่พวกนางชี เธอก็อธิบายว่า ถ้าเราศรัทธาเราก็ปฏิบัติเลย เช่น นางแมรี (มัรยัมแม่ของนบีอีซา) นางคลุมฮิญาบ นางเป็นสตรีที่ดีที่สุด เป็นตัวอย่างที่ดี่ที่สุด เมื่อนางคลุมเราก็คลุมเหมือนนาง ไม่เห็นแปลก อะไร

 

If you believe in it, you do it!!

 

ถ้าเราเชื่อ เราศรัทธา เราก็ปฏิบัตตาม!!

 

การเข้ารับอิสลามของเธอ เป็นอะไรที่สร้างความประหลาดใจให้ทุกคนเป็นอย่างมาก เพราะภาพอิสลามและมุสลิมในแม๊กซิโกมีแต่ทางลบ มีเดียต่างๆ ส่วนมากได้รับอิทธิพลจากอเมริกาที่มักจะโยงมุสลิมกับการก่อการร้าย ทำให้พวกเขาไม่เข้าใจว่า ทำไมเธอเข้ารับอิสลาม เขาไม่เข้าใจว่า มุสลิมที่ดีก็มีเยอะ เธออธิบายพวกเค้าไปว่า จริงๆ ก็เหมือนกันทุกศาสนา คริสเตียนก็มีทั้งที่ดีและไม่ดี มุสลิมก็เช่นกัน และเธอยังหวังอีกว่า เรามุสลิมจะเป็นพี่น้องกัน จริงๆแล้วเธอให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ไม่ใช่ว่า

 

ฉันแม๊กซิกัน

 

ฉันอาหรับ

 

ฉันเอธิโอเปียน

 

ฉันจีน

 

ฯลฯ

 

อันดับแรก เราเป็นมุสลิม เราเป็นพี่น้องกัน

 

จริงๆ แล้วเราควรแนะนำว่าตัวเองเป็นมุสลิม ส่วนเรื่องเชื้อชาติ มันไม่ได้สำคัญอะไรเลย เธอหวังว่า ทุกคนจะคิดเหมือนเธอ จริงอยู่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่ใช่อย่างนั้น เพราะเวลาไปไหนมาไหน ก็จะเจอแต่คนแนะนำตัวเองเรื่องเชื้อชาติก่อนเป็นอันดับแรกว่าเป็นคนที่ไหนอย่างไร แต่สำหรับเธอแล้วถ้าใครถามว่าเธอเป็นใครมาจากไหนเธอจะตอบไปว่า

 

ฉันเป็นมุสลิม และเป็นชาวแม๊กซิกัน ซึ่งอย่างหลังไม่ได้สำคัญอะไรเลย

 

จริงๆ แล้วตอนที่ฉันรับอิสลามในตอนแรก ลูกสาวเธอก็แปลกใจและถามเธอไปว่า ก็ไหนว่าอย่าเชื่อฟังคนอาหรับ? เธอก็อธิบายลูกสาวเธอไป จริงอยู่ในตอนแรกเธอคิดอย่างนั้นจริงๆ อาหรับหรืออิสลามเธอคิดว่าเป็นอันเดียวกันเพราะการเป็นอยู่ของมุสลิมทั่วๆ ไปตามท้องถนนในอาหรับ พวกเค้าไม่ค่อยสนใจเรื่องเผยแพร่ การปฏิบัติตนตามแบบอิสลามอย่างจริงจัง ชีวิตการเป็นอยู่ของคนเหล่านั้นแทบจะแยกไม่ออกว่าอันไหนอิสลามอันไหนวัฒนธรรมอาหรับ

 

เพราะเหตุนั้น เธอเชื่อและตั้งใจว่า เธอจะสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของอิสลาม ด้วยความรู้เท่าที่เธอมีอยู่.

 

 

 

ดูวิดีโดจาก Youtube ได้ที่ : //www.youtube.com/v/WFO3uM4KUDY

 

ถอดความและเรียบเรียงใหม่โดย ซันไชน์

ส่งฟีดแบ็ก