บิดอะฮฺในเดือนเศาะฟัร ()

คณะกรรมการถาวรเพื่อการวิจัยทางวิชาการ การฟัตวา การเชิญชวน และการแนะนำ

คำถาม ผู้รู้บางท่านในบ้านเรากล่าวว่า ในอิสลามนั้นมีการละหมาดสุนัตในวันพุธสุดท้ายของเดือนเศาะฟัร ในช่วงสายๆ โดยให้ละหมาด 4 ร็อกอัต ด้วยสลามหนึ่งครั้ง ในทุกร็อกอัตให้อ่าน ฟาติหะฮฺ ตามด้วยสูเราะฮฺอัลเกาษัรฺ 17 ครั้ง สูเราะฮฺอัลอิคลาศ 50 ครั้ง และสูเราะฮฺอันนาส กับอัลฟะลักอีกอย่างละครั้ง ... ส่วนผู้ที่ไม่สามารถทำการละหมาดด้วยขั้นตอนดังกล่าวได้อย่างเด็กๆ เป็นต้น ก็ให้ทำน้ำแล้วดื่มแทน...สิ่งเหล่านี้กระทำได้หรือไม่?

|

 บิดอะฮฺในเดือนเศาะฟัร

من بدع صفر

แปล: อัสรัน นิยมเดชา

ترجمة:  عصران إبراهيم

บิดอะฮฺในเดือนเศาะฟัร

ถาม : “ผู้รู้บางท่านในบ้านเรากล่าวว่า ในอิสลามนั้นมีการละหมาดสุนัตในวันพุธสุดท้ายของเดือนเศาะฟัร ในช่วงสายๆ โดยให้ละหมาด 4 ร็อกอัต ด้วยสลามหนึ่งครั้ง ในทุกร็อกอัตให้อ่าน ฟาติหะฮฺ ตามด้วยสูเราะฮฺอัลเกาษัรฺ 17 ครั้ง สูเราะฮฺอัลอิคลาศ 50 ครั้ง และสูเราะฮฺอันนาส กับอัลฟะลักอีกอย่างละครั้ง จากนั้นก็ให้สลาม โดยขณะที่ให้สลามนั้นให้อ่าน

الله غالب على أمره ولكن أكثر الناس لا يعلمون

360 ครั้ง ตามด้วยเญาฮัรุลกะมาล 3 ครั้ง และปิดท้ายด้วยการกล่าว

سبحان ربك رب العزة عما يصفون وسلام على المرسلين والحمد لله رب العالمين

จากนั้นก็ให้บริจาคอาหารแก่ผู้ยากไร้ ซึ่งประโยชน์ของการกระทำเช่นนี้ คือทำให้ห่างไกลจากบะลาที่จะลงมาในวันพุธสุดท้ายของเดือนเศาะฟัร  โดยพวกเขาได้กล่าวว่า ทุกๆ ปีนั้น จะมีบะลาลงมา 320,000 บะลา ในวันพุธสุดท้ายของเดือนเศาะฟัร ทำให้วันนั้นเป็นวันที่สร้างความเดือดร้อนลำบากมากที่สุดในรอบปี แต่ถ้าผู้ใดได้ทำการละหมาดด้วยขั้นตอนดังเช่นที่กล่าวมานั้น อัลลอฮฺตะอาลาก็จะทรงปกป้องเขาให้รอดพ้นจากบะลาที่ลงมาในวันนั้นทุกประการ ส่วนผู้ที่ไม่สามารถทำการละหมาดด้วยขั้นตอนดังกล่าวได้ ก็ให้ทำน้ำแล้วดื่มแทน...สิ่งเหล่านี้กระทำได้หรือไม่?”

ตอบ :

الحمد لله والصلاة والسلام على رسوله وآله وصحبه ، وبعد :

“การละหมาดสุนัตด้วยรูปแบบดังที่กล่าวในคำถามมานั้น เราไม่ทราบว่ามีที่มาที่ไปในอัลกุรอาน หรือสุนนะฮฺแต่อย่างใด และไม่ปรากฏว่ามีท่านหนึ่งท่านใดจากบรรพชนยุคแรกของประชาชาตินี้ และบรรดาคนศอลิหฺในหมู่ผู้ที่มาหลังจากท่านเหล่านั้นได้กระทำการดังกล่าวแต่ อย่างใด แต่มันเป็นบิดอะฮฺที่น่าเกลียดยิ่ง

มีรายงานเศาะฮีหฺ จากท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่าท่านกล่าวว่า

«من عمل عملاً  ليس عليه أمرنا فهو رد»

ความว่า "ผู้ใดกระทำการใดๆที่ไม่ใช่แบบอย่างของเรา การงานนั้นย่อมถูกปฏิเสธ"

และท่านกล่าวว่า :

«من أحدث في أمرنا هذا ما ليس منه فهو رد»

ความว่า "ผู้ใดประดิษฐ์การงานซึ่งไม่มีแบบอย่างจากสิ่งที่เราสอน แน่นอนว่ามันจะถูกปฏิเสธ"

และผู้ใดแอบอ้างพาดพิงรูปแบบการละหมาดดังกล่าว และสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นว่าเป็นแบบอย่างของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม หรือเศาะหาบะฮฺท่านหนึ่งท่านใด แท้จริงแล้วเขาได้โกหกอย่างน่ารังเกียจยิ่งนัก และขอให้เขาได้รับการตอบแทนการกระทำของเขาจากอัลลอฮฺอย่างสาสม”

(รวมฟัตวาคณะกรรมการถาวรเพื่อการวิจัยทางวิชาการ และการฟัตวา เล่ม 2 หน้า 354)