ประชาชาติเดียวกัน คือวิถีแห่งการดำเนินชีวิตของเรา

คำอธิบาย

บทความที่อธิบายความหมายของความเป็นประชาชาติเดียวกันของประชาคมมุสลิม ประกอบด้วยเนื้อหาต่างๆ อาทิ
1. ความเป็นมาของประชาชาติเดียวกัน
2. ความขัดแย้งและความเป็นเอกภาพของประชาชาติ
3. ประชาชาติเดียวกันในมิติของธรรมชาติแห่งการสร้าง
4. ประชาชาติเดียวกันในมิติของงานดะอฺวะฮฺ/ชะรีอะฮฺของอัลลอฮฺ
5. ประชาชาติเดียวกันคือประชาชาติที่ดีเลิศที่สุด
6. ความขัดแย้งที่ถูกตำหนิ
7. วิธีที่จะได้มาซึ่งความเป็นประชาชาติเดียวกัน
เนื้อความเดิมเป็นบทบรรยายของ ดร.อิสมาอีล ลุตฟี จะปะกียา อธิการบดีมหาวิทยาลัยอิสลามยะลา เนื่องโอกาสประชุมใหญ่สมาคมยุวมุสลิมแห่งประเทศไทยปี 2010

Download
กรุณาเขียนความคิดเห็นถึงผู้ดูแล

รายละเอียดแบบเต็ม

    ประชาชาติเดียวกัน คือวิถีแห่งการดำเนินชีวิตของเรา

    ﴿المسلمون أمة واحدة﴾

    ] ไทย – Thai – تايلاندي [

    ดร.อิสมาอีล ลุตฟี จะปะกียา

    แปลโดย : อุษมาน อิดรีส

    ผู้ตรวจทาน : ฟัยซอล อับดุลฮาดี

    ที่มา : มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา

    2010 - 1432

    ﴿المسلمون أمة واحدة﴾

    « باللغة التايلاندية »

    الدكتور إسماعيل لطفي جافاكيا

    ترجمة: عثمان إدريس

    مراجعة: فيصل عبدالهادي

    المصدر: جامعة جالا الإسلامية

    2010 - 1432

    ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่งเสมอ

    ประชาชาติเดียวกัน คือวิถีแห่งการดำเนินชีวิตของเรา

    اَلْحَمْدُ لِلّٰهِ رَبِّ الْعَالَمِيْنَ، وَالصَّلاَةُ وَالسَّلاَمُ عَلَى أَشْرَفِ الْـمُرْسَلِيْنَ، وَعَلَى آلِهِ وَصَحْبِهِ أَجْمَعِيْنَ

    สิ่งหนึ่งที่เป็นที่ยอมรับกันในสังคมปัจจุบันโดยรวมหรือแม้กระทั่งในแถวผู้ที่ทำงานเพื่ออิสลามคือ ความเข้าใจและจิตสำนึกด้านความเป็นประชาชาติเดียวกันอันเป็นวิถีการดำเนินชีวิตของประชาชาติอิสลามที่แท้จริงเกือบจะถูกลบเลือนจากมโนคติของพวกเขา ก่อให้เกิดสังคมที่อุดมด้วยความขัดแย้ง แตกแยก แบ่งขั้วเลือกข้างและในบางครั้งนำไปสู่ความโกลาหลวุ่นวายที่ไม่รู้จักจบสิ้น กระผมรู้สึกมีส่วนรับผิดชอบเป็นอย่างยิ่งที่จะให้คำชี้แจงเกี่ยวกับข้อเท็จจริงของความเป็นประชาชาติเดียวกันแก่สังคมมุสลิม เพื่อทุกคนจะได้ประจักษ์ถึงความหมายของมันที่แท้จริง และสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางสำหรับการดำเนินชีวิตบนโลกนี้สู่โลกอาคิเราะฮฺอันนิรันดร์ ผ่านบทความที่จะกล่าวถึงนี้ อินชาอัลลอฮฺ

    1. ความเป็นมาของประชาชาติเดียวกัน

    มนุษย์ในยุคแรกมีความเป็นหนึ่งที่อยู่ในกรอบแห่งความเป็นประชาชาติเดียวกัน (อุมมะฮฺวาหิดะฮฺ) และตั้งอยู่บนเอกภาพแห่งความดีงามของอิสลาม ต่อมาได้เกิดความขัดแย้งและแตกแยกต่อการดะวะฮฺของบรรดานบีและเราะสูล เนื่องจากธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบขัดแย้ง และแตกแยก เว้นแต่บรรดาผู้ที่อัลลอฮฺทรงประทานความเมตตาแก่พวกเขาให้เป็นประชาชาติเดียวกันเท่านั้น กล่าวได้ว่า “อุมมะตัน วาหิดะฮฺ” หรือประชาชาติเดียวกันในหมู่ชาวมุสลิมที่ภักดีต่ออัลลอฮฺด้วยความนอบน้อมและยำเกรงต่อพระองค์นั้น ถือเป็นอัตลักษณ์สำคัญของสังคมมนุษย์ในยุคแรกเลยทีเดียว

    อัลลอฮฺตรัสว่า

    ﮋ ﭾ ﭿ ﮀ ﮁ ﮂ ﮃ ﮄ ﮅ ﮆ ﮇ ﮈ ﮉ ﮊ ﮋ ﮌ ﮍ ﮎ ﮏ ﮐﮑ ﮒ ﮓ ﮔ ﮕ ﮖ ﮗ ﮘ ﮙ ﮚ ﮛ ﮜ ﮝ ﮞﮟ ﮠ ﮡ ﮢ ﮣ ﮤ ﮥ ﮦ ﮧ ﮨ ﮩﮪ ﮫ ﮬ ﮭ ﮮ ﮯ ﮰ ﮱ ﯓ ﮊ

    ความว่า “มนุษย์นั้นเคยเป็นประชาชาติเดียวกัน (หลังจากเกิดความขัดแย้งขึ้น) อัลลอฮฺจึงได้ส่งบรรดานบีมาในฐานะผู้แจ้งข่าวดี และผู้ตักเตือน และได้ประทานคัมภีร์ที่เปี่ยมด้วยสัจธรรมมาพร้อมกับพวกเขา เพื่อตัดสินระหว่างมนุษย์ในสิ่งที่พวกเขาขัดแย้งกัน และไม่มีผู้ใดขัดแย้ง (เกี่ยวกับสัจธรรมของ) คัมภีร์เล่มนั้น นอกจากบรรดาผู้ที่รับคัมภีร์นั้น หลังจากที่บรรดาหลักฐานอันชัดแจ้งได้ปรากฏแก่พวกเขา อันเนื่องจากความอิจฉาริษยาในระหว่างพวกเขา แล้วอัลลอฮฺก็ทรงชี้นำบรรดาผู้ศรัทธาสู่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาขัดแยังกันด้วยอนุมัติของพระองค์ และอัลลอฮฺจะทรงชี้นำแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ไปสู่ทางอันเที่ยงตรงเสมอ” (อัลบะเกาะเราะฮฺ 2:213)

    ﮋ ﯣ ﯤ ﯥ ﯦ ﯧ ﯨ ﯩﯪ ﯫ ﯬ ﯭ ﯮ ﯯ ﯰ ﯱ ﯲ ﯳ ﯴ ﯵ ﮊ

    ความว่า “และมนุษย์นั้นมิใช่อื่นใด นอกจากเป็นประชาชาติเดียวกัน แล้วพวกเขาก็แตกแยกกัน และหากมิใช่ลิขิตได้บันทึกไว้ที่พระผู้อภิบาลของพวกเจ้าแล้ว แน่นอนก็คงถูกตัดสินระหว่างพวกเขาในเรื่องที่พวกเขาขัดแย้งกัน” (ยูนุส 10:19)

    2. ความขัดแย้งและความเป็นเอกภาพของประชาชาติ

    โดยธรรมชาติแล้ว อัลลอฮฺได้กำหนดกฏเกณท์อันดั้งเดิมประการหนึ่งสำหรับมนุษย์ นั่นคือมีนิสัยชอบความขัดแย้ง ยกเว้นผู้ที่พระองค์ทรงเมตตา

    อัลลอฮฺตรัสว่า

    ﮋ ﭑ ﭒ ﭓ ﭔ ﭕ ﭖ ﭗﭘ ﭙ ﭚ ﭛ ﭜ ﭝ ﭞ ﭟ ﭠﭡ ﭢ ﭣﮊ

    ความว่า “และหากพระผู้อภิบาลของเจ้าทรงประสงค์แน่นอนพระองค์จะทรงทำให้ปวงมนุษย์เป็นประชาชาติเดียวกัน (แต่พระองค์มิได้ทรงประสงค์เช่นนั้น ด้วยเหตุนี้) พวกเขาจะยังคงแตกแยกต่อไป เว้นแต่ผู้ที่พระผู้อภิบาลของเจ้ามีเมตตา (ให้เขาเข้ารับอิสลาม และยึดปฏิบัติกับคำสอนของท่านนบีมุหัมมัด) และด้วยการดังกล่าว พระองค์จึงทรงบังเกิดพวกเขา” (ฮูด: 118-119)

    บทเรียนและสารัตถะจากอายะฮฺ

    · อัลลอฮฺไม่ประสงค์ให้มวลมนุษย์เป็นประชาชาติเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดความขัดแย้งขึ้นในหมู่พวกเขา อันเป็นปฐมเหตุให้กำเนิดศาสนาต่างๆที่มากมาย

    · ความเมตตาของอัลลอฮฺเป็นเงื่อนไขหลักสู่การเป็นเอกภาพของประชาชาติ –บนเส้นทางที่พระองค์ทรงพอพระทัย- ท่ามกลางความขัดแย้งของมนุษย์

    · ธรรมชาติแห่งการบังเกิดของมนุษย์ที่อัลลอฮฺได้กำหนดไว้คือ “ความเมตตาของอัลลอฮฺจะนำมาซึ่งความเป็นเอกภาพของประชาชาติ ท่ามกลางความวุ่นวายของมนุษย์ที่มีความขัดแย้งอยู่ตลอดเวลา”

    · ความเมตตาของอัลลอฮฺคือ (คำสอนของ) อิสลามตามแบบอย่างที่ท่านเราะสูลุลลอฮฺ × ได้ปฏิบัติไว้เป็นแบบอย่างไว้

    · รากฐานของอิสลามคือ คำปฏิญาณตน “อัชฮะดุอัลลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ วะอัชฮะดุอันนะมุหัมมะดัน เราะสูลุลลอฮฺ”

    อัลลอฮฺ:

    ﮋ ﭢ ﭣ - ﰅ ﰆ ﮊ

    “ผู้ทรงเมตตาและปรานียิ่ง - ทรงมีเมตตาเหนือบรรดาผู้มีเมตตาทั้งหลาย”

    กิตาบุลลอฮฺ:

    ﮋﮤ ﮥ ﮦ ﮧ ﮨ ﮩ ﮪ ﮫ ﮊ

    “และเราได้ให้ส่วนหนึ่งจากอัลกุรอานลงมาซึ่งเป็นการบำบัดและความเมตตาแก่บรรดาผู้ศรัทธา” (อัลอิสรออ์ 17:82)

    เราะสูลุลลอฮฺ:

    ﮋ ﮐ ﮑ ﮒ ﮓ ﮔ ﮊ

    "และเรามิได้ส่งเจ้ามาเพื่ออื่นใดนอกจากเพื่อเป็นความเมตตาแก่ประชาชาติทั้งหลาย" (อัลอันบิยาอ์ 21:107)

    ﮋ ﯘ ﯙ ﯚ ﮊ

    "เป็นผู้ที่ห่วงใยและเมตตา ต่อบรรดาผู้ศรัทธา" (อัตเตาบะฮฺ 9:128)

    · นี่คือรากฐานของความเมตตาแห่งอิสลาม อันเป็นสาเหตุสู่ความเป็นเอกภาพของประชาชาติ

    >ﭝ ﭞ ﭟ ﭠ<

    ส่วนบรรดาผู้ที่ไม่ได้รับการเมตตาจากอัลลอฮฺ พวกเขาคือผู้อธรรมที่มีความขัดแย้งในชีวิตอยู่ตลอดเวลา

    > ﭢ ﭣ<

    · นี่คือส่วนหนึ่งของนัยดุอาที่อัลกุรอานได้สอนให้มุสลิมอ่านว่า

    1 ـ ﮋ ﭑ ﭒ ﭓ ﭔ ﭕ ﭖ ﭗ ﭘ ﭙ ﭚ ﭛ ﭜ ﮊ

    ความว่า “เขาทั้งสอง (อาดัมและเฮาวาอ์) วิงวอนว่า โอ้พระผู้อภิบาลของเรา เราได้อธรรมต่อตัวเราแล้ว และถ้าพระองค์ไม่ทรงประทานอภัย และเมตตาแก่เรา แน่นอนว่าเราต้องตกอยู่ในกลุ่มของบรรดาผู้ที่หายนะ” (อัลอะอฺรอฟ 7:23)

    2 ـ ﮋ ﯹ ﯺ ﯻ ﯼ ﯽ ﯾ ﯿ ﮊ

    ความว่า “และจงวิงวอนเถิด (โอ้มุหัมมัดว่า) โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน โปรดประทานอภัยและเมตตา และพระองค์ทรงเป็นผู้เมตตาที่ดียิ่ง” (อัลมุอ์มินูน 23:118)

    อิบนุกะษีรกล่าวว่า “นี่คือคำสอนของอัลลอฮฺที่ทรงกำชับให้มุสลิมวิงวอนขอต่อพระองค์

    (อัลฆ็อฟรุ) หมายถึง การลบล้างบาปและปกปิดความผิดพลาดของมนุษย์

    (อัรเราะหฺมะฮฺ) หมายถึง ความถูกต้องและได้รับการเห็นชอบในคำพูดและการกระทำ

    3. ประชาชาติเดียวกันในมิติของธรรมชาติแห่งการสร้าง

    โปรดสดับฟังคำตรัสของอัลลอฮฺที่ว่า

    1 ـ ﮋ ﮧ ﮨ ﮩ ﮪ ﮫ ﮬ ﮭ ﮮ ﮯ ﮰ ﮱ ﯓﯔ ﯕ ﯖ ﯗ ﯘ ﯙ ﯚ ﯛ ﮊ

    ความว่า “และหากอัลลอฮฺทรงประสงค์ แน่นอนพระองค์จะทรงทำให้พวกเขาเป็นประชาชาติเดียวกัน แต่ทว่า (พระองค์ไม่ทรงประสงค์เช่นนั้น) พระองค์จะทรงนำผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์เข้าสู่ความเมตตาของพระองค์ (ตามกฏเกณท์ที่พระองค์ได้กำหนดไว้) ส่วนบรรดาผู้อธรรม (ซึ่งไม่ได้รับความเมตตาจากอัลลอฮฺ) จะไม่มีผู้ใดให้ความคุ้มครองและช่วยเหลือพวกเขาได้” (อัชชูรอ 42:8)

    2 ـ ﮋ ﯧ ﯨ ﯩ ﯪ ﯫ ﯬ ﯭ ﯮ ﯯ ﯰ ﯱ ﯲ ﯳﯴ ﯵ ﯶ ﯷ ﯸﮊ

    ความว่า “และหากอัลลอฮฺทรงประสงค์ แน่นอนพระองค์จะทรงบันดาลให้พวกเจ้าเป็นประชาชาติเดียวกัน แต่พระองค์จะทรงทำให้หลงทางแก่ผู้ใดก็ตามที่พระองค์ประสงค์ และจะทรงชี้ทางนำแก่ผู้ใดก็ตามที่พระองค์ทรงประสงค์ และ (ในวันอาคิเราะฮฺ) พวกเจ้าจะถูกสอบสวนถึงสิ่งที่พวกเจ้าได้กระทำไว้อย่างแน่นอน” (อันนะหฺลุ 16:93)

    3 ـ ﮋ ﮠ ﮡ ﮢ ﮣ ﮤ ﮥ ﮦ ﮧ ﮨ ﮩ ﮪﮫ ﮬ ﮭﮮ ﮯ ﮰ ﮱ ﯓ ﯔ ﯕ ﯖ ﯗ ﯘﮊ

    ความว่า “และหากอัลลอฮฺทรงประสงค์ แน่นอนว่าพระองค์จะทรงบันดาลให้พวกเจ้าเป็นประชาชาติเดียวกัน แต่ทว่า (พระองค์ไม่ทรงประสงค์เช่นนั้น) เพื่อที่จะพระองค์จะได้ทดสอบพวกเจ้าในการตอบรับคัวภีร์ที่พระองค์ได้ประทานแก่พวกเจ้า (โดยเฉพาะคัมภีร์อัลกุรอาน) ดังนั้นพวกเจ้าจงแข่งขันทำความดีต่างๆเถิด (หมายถึงการภักดีต่อพระองค์ด้วยการปฏิบัติตามชะรีอะฮฺของพระองค์) ยังอัลลอฮฺเท่านั้นคือสถานที่ที่พวกเจ้าทั้งหมดจะต้องคืนกลับ (ในวันกิยามะฮฺ) แล้วพระองค์จะทรงแจ้งให้พวกเจ้าทราบ (ว่าสิ่งใดที่เป็นสัจธรรมและสิ่งใดที่เป็นสิ่งจอมปลอม) เกี่ยวกับสิ่งที่พวกเจ้ากำลังขัดแย้งกัน” (อัลมาอิดะฮฺ 5:48)

    4 ـ ﮋ ﭧ ﭨ ﭩ ﭪ ﭫ ﭬ ﭭ ﭮ ﭯﭰ ﭱ ﭲ ﭳ ﭴ ﭵ ﭶ ﮊ

    ความว่า “และหากพระผู้อภิบาลของเจ้าทรงประสงค์ แน่นอน (พระองค์จะทรงบันดาลให้) มนุษย์ทุกคนที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินนี้ศรัทธา (ต่อพระองค์ ดังนั้นเจ้าจงอย่าเสียใจต่อการดื้อดึงของบรรดาผู้ปฏิเสธ หากพระผู้อภิบาลของเจ้าไม่ทรงประสงค์ให้พวกเขาศรัทธา) หรือเจ้า (คิดว่า) จะสามารถบังคับผู้คนจนพวกเขากลายเป็นผู้ศรัทธาได้กระนั้นหรือ?” (ยูนุส 10:99)

    บทเรียนและสารัตถะจากอายะฮฺ

    ส่วนหนึ่งของใจความสำคัญหรือสารัตถะที่ได้รับจากอายะฮฺข้างต้น คือ

    1. ในการสร้างของอัลลอฮฺ พระองค์ไม่ทรงประสงค์ที่จะบันดาลให้มนุษย์เป็นเพียงประชาชาติเดียว

    2. เจตนารมณ์ของอัลลอฮฺข้างต้นมีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบบ่าวของพระองค์เกี่ยวกับคัมภีร์ที่พระองค์ได้ประทานแก่พวกเขา ดังนั้นทุกคนจึงต้องแข่งขันกันทำความดี (ตามคำสอนที่บันทึกไว้ในอัลกุรอาน)

    3. อัลลอฮฺเท่านั้นที่สามารถชี้นำผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์สู่ความเมตตาของพระองค์ โดยผ่านฮิดายะฮฺของพระองค์ ซึ่งจะนำพาเขาสู่เส้นทางแห่งความเป็นเอกภาพของประชาชาติ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ประชาชาติอิสลามที่แท้จริงคือประชาชาติที่ก่อตัวเป็นเอกภาพบนพื้นฐานแห่งชะรีอะฮฺของอัลลอฮฺและสุนนะฮฺของท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม

    4. ไม่มีแหล่งพึ่งพิงสำหรับบรรดาผู้อธรรม และพวกเขาจะไม่ได้รับความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺ ดังนั้น พวกเขาจึงไม่สามารถเป็นประชาชาติเดียวกันได้

    5. ผู้ที่อธรรมย่อมต้องถูกสอบสวนจากอัลลอฮฺในสิ่งที่พวกเขาได้ปฏิบัติอธรรมไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดาผู้อธรรมที่ไม่เพียงสกัดกั้นตัวเขาเองสู่เส้นทางความเมตตาของอัลลอฮฺและความเป็นประชาชาติเดียวกันเท่านั้น แต่ทว่า เขายังได้ปิดกั้นเส้นทางของผู้อื่นไม้ให้รับความดีงามนี้ด้วย ซึ่งผลที่ตามมาคือ เกิดความขัดแย้งอยู่ตลอดเวลา แตกแยกเป็นพรรคเป็นพวก แบ่งฝักแบ่งฝ่าย แตกแยก และอุดมด้วยความวุ่นวาย ทั้งบนโลกนี้และในวันอาคิเราะฮฺ

    4. ประชาชาติเดียวกันในมิติของงานดะอฺวะฮฺ/ชะรีอะฮฺของอัลลอฮฺ

    ประชาชาติอิสลามทุกคนล้วนเป็นประชาชาติเดียวกันที่ได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่ด้านการอิบาดะฮฺด้วยความยำเกรงยิ่งต่ออัลลอฮฺ

    โปรดสดับฟังคำตรัสของอัลลอฮฺที่ว่า

    1 ـ ﮋ ﭝ ﭞ ﭟ ﭠ ﭡ ﭢ ﭣ ﭤ ﭥ ﭦ ﭧ ﭨﭩ ﭪ ﭫ ﭬ ﭭ ﮊ

    ความว่า “แท้จริง ศาสนาแห่งเอกภาพ (อิสลาม) นี้คือศาสนาของพวกเจ้า (โอ้นบีทั้งหลาย) ซึ่งเป็นศาสนาเดียวกัน (นั่นคือศาสนาที่เชิญชวนทุกคนสู่การเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺแต่เพียงพระองค์เดียว และไม่มีการตั้งภาคีใดๆเสมอพระองค์) และข้านี่แหละคือพระผู้อภิบาลของพวกเจ้า (แต่เพียงผู้เดียว) ดังนั้นพวกเจ้าจงเคารพภักดีข้าเถิด (แต่มนุษย์ส่วนใหญ่ยังคงขัดแย้งกัน) และระหว่างพวกเขาได้เกิดความแตกแยกในเรื่องศาสนาของพวกเขา (พึงทราบเถิดว่า) พวกเขาทั้งหมดล้วนต้องกลับคืนสู่เรา (เพื่อรับการตอบแทนในสิ่งที่พวกเขาได้กระทำไว้) (อัลอันบิยาอ์ 21:92-93)

    2 ـ ﮋﮮ ﮯ ﮰ ﮱ ﯓ ﯔ ﯕ ﯖ ﯗ ﯘ ﯙ ﯚ ﯛﯜ ﯝ ﯞ ﯟ ﯠ ﯡ ﮊ

    ความว่า “และแท้จริงศาสนาแห่งเอกภาพ (เชิญชวนโดยบรรดาศาสนทูตของอัลลอฮฺ) นี้คือศาสนาของพวกเจ้าทั้งหลาย ซึ่งเป็นศาสนาเดียวกัน และข้านี่แหละคือพระผู้อภิบาลของพวกเจ้า ฉะนั้นพวกเจ้าจงยำเกรงต่อข้า ต่อมา (บรรดาผู้ติดตามศาสนทูตเหล่านั้น) ระหว่างพวกเขาได้เกิดความแตกแยกในเรื่องศาสนาของพวกเขาออกเป็นกลุ่มต่างๆ แต่ละกลุ่มต่างภาคภูมิใจกับสิ่งที่ตนเองยึดถือ” (อัลมุอ์มินูน 23:52-53)

    3. ธรรมนูญแห่งมะดีนะฮฺ (สนธิสัญญาระหว่างรัฐอิสลามกับชาวยิวที่อาศัยอยู่ที่เมืองมะดีนะฮฺ)

    “ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงกรุณา ผู้ทรงปรานียิ่ง นี่คือหนังสือ (สนธิสัญญา) จากมุหัมมัดนบีอุมมีย์ (ที่ทำขึ้น) ระหว่างชาวมุสลิมและมุอ์มินจากเผ่ากุเรช กับชาวยัษริบ (มะดีนะฮฺ) และผู้ที่ตามและร่วมต่อสู้กับพวกเขารวมเข้ากับพวกเขาด้วย พวกเขาทั้งหมดเป็นประชาชาติเดียวกัน...” (อัสสีเราะฮฺ อันนะบะวียะฮฺ ของอิบนุกะษีร 2/320)

    สารัตถะของอายะฮฺและธรรมนูญแห่งมะดีนะฮฺ

    ส่วนหนึ่งของใจความสำคัญหรือสารัตถะที่ได้รับจากอายะฮฺและธรรมนูญแห่งมะดีนะฮฺ คือ

    1. แก่นแท้ของ “ประชาชาติเดียวกัน” คือการเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ ผู้เป็นพระผู้อภิบาลด้วยความยำเกรงยิ่ง

    > ﭤ+ ﯖ<

    2. วิธีการดำเนินชีวิตที่อาศัยพื้นฐานทั้งสองประการนี้ (อิบาดะฮฺและตักวา) เป็นแกนหลักสู่ความปรองดองและการเป็นประชาชาติเดียวกัน

    > ﭠ ﭡ<

    3. ชาวมุสลิมทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มมุฮาญิรีน หรืออันศอร ตลอดจนบรรดาผู้ที่ตามพวกเขา และร่วมต่อสู้กับพวกเขาจากกลุ่มผู้ที่มาหลังจากพวกเขา พวกเขาคือประชาชาติเดียวกัน

    > ﭠ ﭡ<

    4. นอกเหนือจากกลุ่มประชาชาติเดียวกัน พวกเขาทั้งหลายคือกลุ่มต่างๆที่ใช้ชีวิตบนโลกนี้ด้วยความลำพองตนและภาคภูมิใจกับสิ่งต่างๆที่ตนครอบครองอยู่ แต่ทั้งหมดนั้นล้วนต้องกลับคืนสู่อัลลอฮฺแต่เพียงพระองค์เดียว

    5. ประชาชาติเดียวกันคือประชาชาติที่ดีเลิศที่สุด

    อัลลอฮฺได้ตรัสไว้ว่า

    ﮋﭞ ﭟ ﭠ ﭡ ﭢ ﭣ ﭤ ﭥ ﭦ ﭧ ﭨ ﭩ ﮊ

    ความว่า “พวกเจ้านั้น เป็นประชาชาติที่ดียิ่งซึ่งถูกอุบัติขึ้นสำหรับ (ผลประโยชน์ของ) มนุษย์ชาติ (หน้าที่คือ) พวกเจ้าต้องสั่งใช้ (ผู้คน) ให้ปฏิบัติกรรมดี และห้ามปราม (พวกเขา) มิให้ปฏิบัติกรรมชั่ว และพวกเจ้าต้องศรัทธาต่ออัลลอฮฺ” (อาลิ อิมรอน 3:110)

    ประชาชาติที่ดีเลิศ (ﭟ ﭠ) คือประชาชาติที่เที่ยงธรรม (ﭬ ﭭ) อัลลอฮฺตรัสว่า

    ﮋ ﭪ ﭫ ﭬ ﭭ ﭮ ﭯ ﭰ ﭱ ﭲ ﭳ ﭴ ﭵﮊ

    ความว่า “และในทำนองเดียวกัน เราได้ให้พวกเจ้า (ประชาชาติอิสลาม) เป็นประชาชาติที่เป็นกลาง (เที่ยงธรรมและถูกคัดเลือก) เพื่อให้พวกเจ้าเป็นสักขีพยานต่อ (การกระทำของ) มนุษย์ทั้งหลาย และให้เราะสูลเป็นสักขีพยานต่อ (การกระทำของ) พวกเจ้า” (อัลบะเกาะเราะฮฺ 2:143)

    อัลลอฮฺได้เลือกสรรประชาชาติอิสลามให้เป็นประชาชาติที่เที่ยงธรรมและเป็นกลาง (ﭬ ﭭ) ที่มีคุณภาพสูงส่งและยืนหยัดบนแนวทางที่เที่ยงแท้ บนพื้นฐานนี้ พวกเขาจึงเป็นประชาชาติที่ดีเลิศที่แบกรับอะมานะฮฺ (หน้าที่) นำมนุษยชาติออกจากความมืดมนของญะฮีลียะฮฺสู่แสงสว่างแห่งสัจธรรมอัลอิสลาม และธำรงไว้ซึ่งผลประโยชน์ของพวกเขา พร้อมกับเป็นสักขีพยานต่อสถานะของพวกเขา โดยผ่านการเป็นสักขีพยานของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ไม่ว่าบนโลกนี้หรือในวันอาคิเราะฮฺ

    6. ความขัดแย้งที่ถูกตำหนิ

    อิสลามได้กำชับให้ประชาชาติที่นับถือศาสนาอิสลามให้เป็นประชาชาติเดียวกัน และห้ามไม่ให้แตกแยกกัน โดยทั่วไปแล้ว ความแตกแยกจะเกิดขึ้นจากผลพวงของความเห็นที่ไม่ตรงกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกๆความแตกต่างหรือความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันจะก่อให้เกิดความแตกแยก เพราะความแตกต่างด้านความคิดเห็นที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากผลพวกของความแตกแยกคือสุนนะตุลลอฮฺ หรือธรรมชาติแห่งการสร้างของอัลลอฮฺที่จะปรากฏให้เห็นอยู่ตลอดเวลา และมันไม่ได้เป็นสิ่งที่ถูกตำหนิทั้งหมดเสียทีเดียว

    1 ـ ﮋ ﮦ ﮧ ﮨ ﮩ ﮪ ﮫ ﮬ ﮭ ﮮ ﮯﮰ ﮱ ﯓ ﯔ ﯕﮊ

    ความว่า “และพวกเจ้าจงอย่าเป็นเฉกเช่นบรรดา (ชาวยิวและคริสต์) ที่ได้แตกแยกและขัดแย้งกัน (ในเรื่องศาสนาของพวกเขา) หลังจากที่บรรดาหลักฐานอันชัดแจ้ง (จากอัลลอฮฺและเราะสูลของพระองค์) ได้ปรากฏแก่พวกเขา และพวกเขาเหล่านั้นแหละสำหรับพวกเขา คือการลงโทษอันใหญ่หลวง” (อาลิอิมรอน 3:105)

    · นี่คือธาตุแท้ของชาวยิวและคริสต์ที่มักจะขัดแย้งและแตกแยกออกเป็นกลุ่มต่างๆ ในขณะที่คัมภีร์ของพวกเขามีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น (อัลวาหิดีย์)

    2 ـ ﮋ ﮌ ﮍ ﮎ ﮏ ﮐ ﮑ ﮊ

    ความว่า “พวกเจ้าจงธำรงศาสนา (อิสลาม) ไว้ให้คงมั่น และอย่าแตกแยกกันในเรื่องศาสนา” (อัชชูรอ 42:13)

    กล่าวได้ว่า คำสั่งของอัลลอฮฺที่มีต่อบรรดาเราะสูลของพระองค์ ตลอดจนประชาชาติอิสลามทุกคน คือการยึดมั่นเป็นน้ำหนึ่งเดียวในการธำรงศาสนา (إقامة الدين) เพราะมันเป็นหน้าที่หลักของบรรดาเราะสูลและบรรดาผู้ตอบรับคำเชิญชวนของพวกเขาในทุกเวลาและทุกสถานที่ และปัญหาหรืออุปสรรค์ที่ยิ่งใหญ่ในการอิกอมะตุดดีน (ธำรงศาสนา) คือความแตกแยกที่ต้องห้าม

    >ﮏ ﮐ ﮑ<

    3 ـ ﮋ ﮤ ﮥ ﮦ ﮧ ﮨ ﮩ ﮪ ﮫ ﮬ ﮭ ﮊ

    ความว่า “และ (ประชาชาติของบรรดาเราะสูลเหล่านั้น) พวกเขามิได้แตกแยกกัน (ในด้านการดำเนินชีวิตตามคำสอนของศาสนา) เว้นแต่หลังจากคำสอนต่างๆที่ชี้แจงถึงข้อเท็จจริงได้ถึงพวกเขา ทั้งนี้เพราะเกิดความริษยาในหมู่พวกเขา” (อัชชูรอ 42:14)

    ความอิจฉาริษยาที่เกิดขึ้นในหมู่ของผู้นำหรือกลุ่มเป็นปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดความแตกแยก > ﮬ ﮭ< ท่ามกลางคำชี้แจงหรือคำสอนที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซุบหานัลลอฮฺ! และการอิจฉาริษยามีความเกี่ยวพันธ์อย่างแน่แฟ้นกับผลประโยชน์ทางโลกที่มิชอบและน่าตำหนิ

    9. วิธีที่จะได้มาซึ่งความเป็นประชาชาติเดียวกัน

    1. ยึดมั่นในศาสนาของอัลลอฮฺ

    ﮋ ﭱ ﭲ ﭳ ﭴ ﭵ ﭶﭷ ﮊ

    ความว่า “และพวกเจ้าทั้งหลายจงยึดมั่นกับสายเชือกของอัลลอฮฺ(ศาสนาอิสลาม) และจงอย่าแตกแยกกัน (ในเรื่องศาสนา) (อาลิอิมรอน 3:103)

    ในความหมายที่ว่า แนวทางและวิธีการสร้างเอกภาพมีเพียงการ “ยึดมั่น”กับสายเชือก (ศาสนาอิสลาม) ของอัลลอฮฺเท่านั้น ส่วนสายเชือกอื่นๆไม่สามารถนำไปสู่เอกภาพที่แท้จริงของประชาชาติได้ แต่ทว่า บ่อยครั้งที่สายเชือกอื่นนำไปสู่ความแตกแยก

    2. ตั้งมั่นอยู่บนแนวทางหนึ่งเดียวและเที่ยงแท้ของอัลลอฮฺ

    ﮋ ﮀ ﮁ ﮂ ﮃ ﮄ ﮅ ﮆ ﮊ

    ความว่า “และพวกเจ้าจงอย่าดำเนินตามเส้นทางอื่นๆ (จากเส้นทางของอัลลอฮฺ) เพราะจะทำให้พวกเจ้าแยกออกจากเส้นทาง (ที่เที่ยงตรง) ของพระองค์” (อัลอันอาม 6:153)

    ﮋ ﯿ ﰀ ﰁ ﰂ ﰃ ﰄ ﰅ ﮊ

    ความว่า “พวกเขาคือบรรดาผู้ขัดขวาง (มนุษย์ให้หันเหออก) จากเส้นทาง (ที่เที่ยงตรง) ของอัลลอฮฺ และประสงค์ที่จะทำให้เส้นทางดังกล่าวเกิดความเบี่ยงเบน (และไม่เที่ยงตรง เพื่อที่จะได้ไม่มีผู้ใดดำเนินตาม) (ฮูด 11:19)

    การดำเนินตามเส้นทางที่เบี่ยงเบนดังกล่าวนั่นแหละที่เป็นสาเหตุแห่งความแตกแยก

    นั่นแหละคือสันดานของบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาที่ชอบสกัดกั้นเส้นทางที่เที่ยงตรงของอัลลอฮฺ พร้อมกับสร้างและนำเสนอเส้นทางที่เบี่ยงเบนแก่ประชาชาติอิสลาม นับตั้งแต่อดีตจวบจนถึงวันกิยามะฮฺ เพราะโดยปกติแล้ว ความพยายามในการสกัดกั้นเส้นทางที่เที่ยงตรงของอัลลอฮฺ > ﰀ ﰁ ﰂ ﰃ< จะไม่ประสบผลสำเร็จ หากไม่ได้รับการเกื้อหนุนจากบรรดาเส้นทางที่เบี่ยงเบนของพวกเขา > ﰄ ﰅ< และเส้นทางที่เบี่ยงเบนเหล่านั้นแหละที่ถูกเข้าใจผิด -จากบรรดาผู้ที่ไม่ทราบข้อเท็จจริง- ว่าเป็นเส้นทางที่เที่ยงตรง วัลลอฮุอะอฺลัม

    3. เป็นพี่น้องกันและปรองดองกัน

    ﮋ ﯜ ﯝ ﯞ ﯟ ﯠ ﯡﯢ ﯣ ﯤ ﯥ ﯦ ﮊ

    ความว่า “แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธาต่างเป็นพี่น้องกัน ดังนั้นพวกเจ้าจงสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นระหว่างพี่น้องทั้งสองฝ่ายของพวกเจ้า และจงยำเกรงอัลลอฮฺเถิด เพื่อที่พวกเจ้าจะได้รับความเมตตา” (อัลหุญุรอต 49:10)

    การศรัทธาเป็นรากฐานของความเป็นพี่น้องกัน

    > ﯜ ﯝ ﯞ<

    ความเป็นพี่น้องกันจะไม่ได้รับความเมตตาจากอัลลอฮฺอย่างสมบูรณ์ ตราบใดที่มาตรการการสร้างความปรองดองและความยำเกรงยังไม่เกิดเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในยามแก้ปัญหาความขัดแย้งและการทะเลาะวิวาท

    > ﯟ ﯠ ﯡﯢ ﯣ ﯤ ﯥ ﯦ <

    เมื่อได้รับความเมตตาจากอัลลอฮฺ ก็จะได้รับเงื่อนไขสำหรับการเป็นประชาชาติเดียวกัน

    > ﭠ ﭡ<

    4. มุอ์มินต้องวะลาอ์ต่อกัน

    ﮋﮑ ﮒ ﮓ ﮔ ﮕﮖ ﮗ ﮘ ﮙ ﮚ ﮛ ﮜ ﮝ ﮞ ﮟ ﮠ ﮡ ﮢﮣ ﮤ ﮥ ﮦﮧ ﮨ ﮩ ﮪ ﮫ ﮊ

    ความว่า “และบรรดามุมินชาย และหญิง บางส่วนของพวกเขาต่างเป็นผู้ช่วยเหลืออีกบางส่วน พวกเขาจะสั่งใช้ให้ทำความดีและห้ามปรามจากการทำชั่ว ดำรงการละหมาด จ่ายซะกาต และภักดีต่ออัลลอฮฺและเราะสูลของพระองค์ ชนเหล่านี้แหละที่อัลลอฮจะประทานความเมตตาแก่พวกเขา แท้จริงอัลลอฮฺคือผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณยิ่ง” (อัตเตาบะฮฺ 9:71)

    การวะลาอ์ (ช่วยเหลือกัน) ในหมู่ชาวมุอ์มินผู้ศรัทธาทั้งชายและหญิง ทั้งในระดับครอบครัว หรือระดับสังคม จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ประชาชาติอิสลามในการมีบทบาทในฐานะประชาชาติที่ดีเลิศ

    «ﭟ ﭠ»

    ซึ่งจะได้รับความเมตตาจากอัลลอฮฺอยู่ตลอดเวลา

    5. ต้องให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน

    อัลลอฮฺตรัสว่า

    ﮋ ﯭ ﯮ ﯯ ﯰﯱ ﯲ ﯳ ﯴ ﯵ ﯶﯷ ﯸ ﯹﯺ ﯻ ﯼ ﯽ ﯾ ﯿ ﮊ

    ความว่า “และพวกเจ้าจงช่วยเหลือกันในสิ่งที่เป็นคุณธรรม และความยำเกรง และจงอย่าช่วยเหลือกันในสิ่งที่เป็นบาปและเป็นศัตรูกัน และพึงยำเกรงต่ออัลลอฮฺเถิด แท้จริงอัลลอฮฺคือผู้ทรงรุนแรงในการลงโทษ” (อัลมาอิดะฮฺ 5:2)

    ประชาชาติเดียวกันถูกสั่งให้ร่วมมือและช่วยเหลือกันในสิ่งที่เป็นคุณธรรม และความยำเกรง โดยอัลลอฮฺไม่ได้เจาะจงว่าฝ่ายที่เขาจะร่วมร่วมมือด้วยเป็นใคร เพื่อให้มีการเปิดกว้างในด้านการให้ความร่วมมือ ไม่ว่าจะเป็นการให้ความร่วมมือกับชาวมุสลิมด้วยกัน หรือกับผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม ตราบใดที่ภาระงานที่ร่วมมือกันนั้นไม่มีสิ่งที่ผิดบาปและความเป็นศัตรูแฝงอยู่

    สรุปคือ

    การสูญสลายของ > ﭠ ﭡ< “ประชาชาติเดียวกัน” ในฐานะประชาชาติที่ดีเลิศในการนำพามนุษยชาติ จะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียของมนุษยชาติทั้งผอง

    สุดท้ายนี้ โปรดเปิดใจรับสัจธรรมบางประการจากคำตรัสของอัลลอฮฺต่อไปนี้

    1 ـ ﮋ ﭛ ﭜ ﭝ ﭞ ﭟ ﭠ ﭡ ﭢ ﮊ

    ความว่า “และผู้ใดยึดมั่นคำสอนของอัลลอฮฺ (อัลกุรอานและสุนนะฮฺ) แท้จริง เขาได้รับทางนำสู่ทางอันเที่ยงตรงแล้ว” (อาลิอิมรอน 3:101)

    2 ـ ﮋ ﮅ ﮆ ﮇ ﮈ ﮉﮊ ﮋ ﮌ ﮍ ﮎ ﮏ ﮊ

    ความว่า “พระองค์จะทรงนำผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ (ตามกระบวนการที่พระองค์ได้กำหนดไว้) สู่ความเมตตาของพระองค์ (ด้วยการให้ที่พำนักในสวนสวรรค์แก่เขา) ส่วนบรรดาผู้อธรรม พระองค์ทรงเตรียมการลงโทษอันเจ็บปวดไว้สำหรับพวกเขา” (อัลอินสาน 76:31)

    มาเถิด เรามาร่วมมือกันฟื้นฟูสัจธรรมของความเป็นประชาชาติเดียวกันในฐานะนโยบายการดำเนินชีวิตของเรา เพื่อให้บังเกิดประชาชาติที่ดีเลิศ ที่มีหน้าที่ในการเผยแผ่ความเมตตาแห่งอิสลามสู่ชาวโลกทั้งหลาย

    أقول قولي هذا وأستغفر الله لي ولكم،

    وأفوّض أمري إلى الله إن الله بصير بالعباد.

    وصلى الله على نبّينا محمّد وعلى آله وصحبه وسلّم.

    سبحان ربك ربّ العزة عمّا يصفون، وسلام على المرسلين

    والحمد لله ربّ العالمين

    ส่งฟีดแบ็ก