บทลงโทษการปล้นชิงทรัพย์

คำอธิบาย

จากหนังสือมุคตะศ็อร อัลฟิกฮิล อิสลามีย์ ประกอบด้วยเนื้อหาต่างๆ อาทิ บทลงโทษการปล้นชิงทรัพย์ ลักษณะการปล้นชิงทรัพย์ บทบัญญัติว่าด้วยอัลหิรอบะฮฺ (ผู้ก่อความเดือดร้อน) บทลงโทษของการปิดเส้นทางสัญจร เงื่อนไขที่จำเป็นต้องลงโทษต่อผู้ที่ปล้นชิงทรัพย์ บทบัญญัติว่าด้วยการสารภาพผิดของผู้ก่อความเดือดร้อน ลักษณะการป้องกันตัวเอง บทบัญญัติว่าด้วยพวกอัซซินดีก

Download
กรุณาเขียนความคิดเห็นถึงผู้ดูแล

รายละเอียดแบบเต็ม

    บทลงโทษการปล้นชิงทรัพย์

    ﴿حد قطاع الطرق﴾

    ] ไทย – Thai – تايلاندي [

    มุหัมมัด บิน อิบรอฮีม อัตตุวัยญิรีย์

    แปลโดย : ยูซุฟ อบูบักรฺ

    ผู้ตรวจทาน : ฟัยซอล อับดุลฮาดี

    ที่มา : หนังสือมุคตะศ็อร อัลฟิกฮิล อิสลามีย์

    2010 - 1431

    ﴿حد قطاع الطرق﴾

    « باللغة التايلاندية »

    الشيخ محمد بن إبراهيم التويجري

    ترجمة: يوسف أبو بكر

    مراجعة: فيصل عبدالهادي

    المصدر: كتاب مختصر الفقه الإسلامي

    2010 - 1431

    ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่งเสมอ

    บทลงโทษการปล้นชิงทรัพย์

    การปล้นชิงทรัพย์ หมายถึง กลุ่มบุคคลที่เผยต่อผู้คนโดยใช้อาวุธในทะเลทรายหรือในอาคาร แล้วข่มขู่บังคับเอาทรัพย์สินของพวกเขา โดยโจ่งแจ้งไม่ใช่ลักขโมย และเรียกว่าผู้ก่อความเดือดร้อน

    ลักษณะการปล้นชิงทรัพย์

    ผู้ที่ยกอาวุธขึ้นและสร้างความหวาดกลัวขึ้นบนถนนหนทางโดยที่เขามีกำลังในตัวหรือที่คนอื่นของอาชยากรรมในรูปแบบที่แตกต่างกันไป อาทิเช่น การฆ่า การขโมยย่องเบาขึ้นอาคารบ้านเรือนหรือธนาคารห้างร้าน การฉุดหญิงสาวเพื่อไปกระทำชำเรา การลักพาตัวเด็ก ฯลฯ ลักษณะที่กล่าวมาเป็นการกระทำที่เข้าข่ายการปล้นชิงทรัพย์

    บทบัญญัติว่าด้วยอัลหิรอบะฮฺ (ผู้ก่อความเดือดร้อน)

    อัลหิรอบะฮฺ คือ การเผยหรือปรากฏตัวต่อผู้คนโดยใช้อาวุธในทะเลทรายหรืออาคาร ในบ้านเรือนหรือสื่อการคมนาคมขนส่ง เพื่อให้เกิดการนองเลือด ทำลายเกียรติยศ แย่งชิงทรัพย์สินของพวกเขา และการกระทำในทำนองเดียวกันนี้

    บทบัญญัติอัลหิรอบะฮฺ จะครอบคลุมทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในทำนองเดียวกันนี้ไม่ว่าจะเกิดขึ้นบนถนนหนทาง บ้านเรือน รถยนต์ รถไฟ เรือมหาสมุทร และเครื่องบิน เท่าเทียมกันไม่ว่าจะข่มขู่ด้วยอาวุธ วางระเบิด ทำลายอาคารหรือเผาด้วยไฟ หรือจับเรียกค่าไถ

    บทลงโทษของการปิดเส้นทางสัญจร

    การปล้นชิงทัพย์มีอยู่ 4 ลักษณะ ดังต่อไปนี้

    1. เมื่อพวกเขาฆ่าและเอาทรัพย์สิน ลงโทษโดยการประหารชีวิตและตรึงไม้กางเขน

    2. เมื่อพวกเขาฆ่าอย่างเดียวไม่เอาทรัพย์สิน ลงโทษด้วยการประหารชีวิตและไม่ต้องตรึงไม้กางเขน

    3. เมื่อเขาเอาทรัพย์สินเพียงอย่างเดียวไม่ได้ฆ่า ลงโทษพวกเขาทั้งหมดโดยการตัดมือข้างขวาและเท้าข้างซ้าย

    4. เมื่อพวกเขาไม่ได้ฆ่าและไม่ได้เอาทรัพย์สินแต่ทว่าสร้างความหวาดกลัวบนท้องถนนหนทาง สำหรับผู้นำ (อิมาม) แล้วให้วินิจฉัยถึงสิ่งที่พวกเขาก่อขึ้นในสิ่งที่เขาเห็นว่าเป็นการสกัดกั้นพวกเขารวมถึงคนอื่นๆ เพื่อเป็นการหยุดยั้งความชั่วช้าเสื่อมเสีย

    1. อัลลอฮฺตะอะลาตรัสว่า

    (ﭻ ﭼ ﭽ ﭾ ﭿ ﮀ ﮁ ﮂ ﮃ ﮄ ﮅ ﮆ ﮇ ﮈ ﮉ ﮊ ﮋ ﮌ ﮍ ﮎ ﮏ ﮐ ﮑ ﮒ ﮓ ﮔ ﮕ ﮖ ﮗ ﮘ ﮙ ﮚ ﮛ ﮜ ﮝ ﮞ ﮟ ﮠ ﮡ ﮢ ﮣ ﮤ ﮥ ﮦ ﮧ ﮨ ﮩ ﮪ ﮫ ﮬ ﮭ ﮮ)

    “แท้จริงการตอบแทนแก่บรรดาผู้ที่ทำสงครามต่ออัลลอฮฺและรอสูลของพระองค์ และพยายามสร้างความเสื่อมเสียบนแผ่นดินนั้นคือการที่พวกเขาจะถูกฆ่าหรือถูกตรึงบนไม้กางเขน หรือมือและเท้าของพวกเขาจะถูกตัดสลับข้าง หรือถูกเนรเทศออกจากแผ่นดิน ดังกล่าวคือพวกเขาจะได้รับความอัปยศในโลกดุนยานี้และจะได้รับการลงโทษอันใหญ่หลวงในโลกอาคิเราะฮฺ นอกจากบรรดาผู้ที่รับสารภาพผิดก่อนที่พวกสูเจ้าจะสามารถลงโทษพวกเขา พึงรู้เถิดว่าแท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงอภัยโทษผู้ทรงเอ็นดูเมตตา” (อัลมาอิดะฮฺ / 33 - 34)

    2. ความหมาย จากอนัส เราะฎิยัลลอฮฺอันฮุ กล่าวว่า

    قَدِمَ عَلَى النَّبِيِّ ﷺ نَفَرٌ مِنْ عُكْلٍ، فَأسْلَـمُوا، فَاجْتَوَوُا المَدِينَةَ، فَأمَـرَهُـمْ أنْ يَأْتُوا إبِلَ الصَّدَقَةِ، فَيَشْرَبُوا مِنْ أبْوَالِـهَا وَألْبَانِـهَا، فَفَعَلُوا فَصَحُّوا، فَارْتَدُّوا وَقَتَلُوا رُعَاتَـهَا، وَاسْتَاقُوا الإبِلَ، فَبَـعَثَ فِي آثَارِهِـمْ، فَأُتِيَ بِـهِـمْ، فَقَطَعَ أيْدِيَـهُـمْ وَأرْجُلَـهُـمْ، وَسَمَلَ أعْيُنَـهُـمْ، ثُمَّ لَـمْ يَـحْسِمْهُـمْ حَتَّى مَاتُوا

    มีคนกลุ่มหนึ่งจากเผ่าอุกลินมาหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม จากนั้นพวกเขาได้เข้ารับอิสลาม ต่อมาได้ประสบกับโรคร้ายแรงที่นครมะดีนะฮฺ ท่านรอสูลได้ใช้ให้พวกเขาไปยังอูฐศอดะเกาะฮฺแล้วให้ดื่มปัสสาวะและนมของมัน พวกเขาได้ปฏิบัติตามและได้หายจากโรคร้าย ต่อมาพวกเขาออกจากศาสนา (มุรตัด) และได้ฆ่าคนเลี้ยงอูฐพร้อมทั้งขโมยอูฐไปด้วย ท่านรอสูลได้ส่งคนไปติดตามพวกเขา และพวกเขาถูกนำตัวกลับมา จากนั้นพวกเขาถูกตัดมือ ตัดเท้า ทำให้ตาบอด และไม่ได้เยียวยารักษาพวกเขาจนกระทั่งเสียชีวิตทั้งหมด” (บันทึกโดยอัลบุคอรียฺ หมายเลขหะดีษ 6802 สำนวนหะดีษเป็นของท่าน และมุสลิม หมายเลขหะดีษ 1671)

    เงื่อนไขที่จำเป็นต้องลงโทษต่อผู้ที่ปล้นชิงทรัพย์

    เงื่อนไขที่จำเป็นต้องลงโทษต่อผู้ที่ปล้นชิงทรัพย์ มีดังต่อไปนี้

    1. ผู้ที่ปล้นชิงทรัพย์ – ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ก่อความเดือดร้อน - จะต้องเป็นผู้บรรลุศาสนภาวะ เป็นมุสลิม หรือเป็นชาวซิมมียฺ ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง

    2. ทรัพย์สินที่เอาไปจะต้องเป็นของที่มีค่า

    3. เอาทรัพย์สินมาจากที่ๆ เจ้าของเก็บรักษาไว้อย่างมิดชิดไม่ว่าจำนวนน้อยหรือมาก

    4. มีหลักฐานยืนยันถึงการปล้นชิงทรัพย์ โดยการรับสารภาพหรือมีพยานผู้ชายที่มีความเที่ยงธรรมสองคนมายืนยัน

    5. ต้องปราศจากข้อคลุมเครือ เสมือนที่กล่าวมาในเรื่องการลักขโมย

    บทบัญญัติว่าด้วยการสารภาพผิดของผู้ก่อความเดือดร้อน

    ผู้ที่ได้สารภาพผิด (เตาบะฮฺ) จากการก่อความเดือดร้อนโดยปล้นชิงทรัพย์ก่อนที่เรื่องราวจะถึงผู้ปกครองบทลงโทษของเขาก็จะถือว่าเป็นโมฆะไปไม่ว่าจะด้วยการเนรเทศ ตัดมือ ตรึงไม้กางเขน หรือต้องประหารชีวิต และต้องคืนสิทธิของมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นชีวิต อวัยวะ หรือทรัพย์สินนอกจากในกรณีที่เจ้าของอภัยให้แก่เขา และหากเขาถูกจับก่อนที่จะสารภาพผิดให้ดำเนินการลงโทษแก่เขา การกระทำดังกล่าวเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเมินเฉยหรือละเลยต่อบทการลงโทษของอัลลอฮฺ – อัซซะวะญัลละ -

    ลักษณะการป้องกันตัวเอง

    ผู้ที่ป้องกันตัวเอง ครอบครัว ทรัพย์สมบัติไม่ว่าจะเป็นผู้คนหรือปศุสัตว์ ให้ป้องกันด้วยกับกลวิธีที่คาดว่าง่ายที่สุดหากการป้องกันไม่เป็นผลนอกจากการฆ่าเขามีสิทธิ์จะกระทำอย่างนั้นได้และเขาไม่ต้องรับผิดชอบ และหากว่าผู้ที่ถูกละเมิดเป็นฝ่ายถูกฆ่านับได้ว่าเขาเสียชีวิตในหนทางแห่งอัลลอฮฺ (ชะฮีด)

    อัซซินดีก (الزنديق) หมายถึง กลุ่มบุคคลที่แสดงตนภายนอกว่ายึดมั่นในหลักธรรมคำสอนอิสลามแต่กลับปกปิดซ่อนเร้นการปฏิเสธไว้ภายใน

    บทบัญญัติว่าด้วยพวกอัซซินดีก

    พวกอัซซินดีกนับเป็นปฏิปักษ์ต่ออัลลอฮฺและเราะสูลของพระองค์ พวกอัซซินดีกทำลายล้างอิสลามด้วยกับคำพูดซึ่งเป็นสิ่งที่อันตรายมากยิ่งกว่าการปล้นชิงทรัพย์ที่ลงมือกระทำด้วยกับมือเสียอีก เพราะการปิดเส้นทางสัญจรสร้างความเดือดร้อนวุ่นวายในเรื่องของทรัพย์สินและร่างกายส่วนพวกอัซซินดีกสร้างความเดือดร้อนวุ่นวายในเรื่องหัวใจและการศรัทธา

    และหากว่าเขาสารภาพผิด (เตาบะฮฺ) ก่อนที่เรื่องราวจะถึงผู้ปกครองบทลงโทษของเขาก็จะถือว่าเป็นโมฆะไป การสารภาพผิดของเขาถูกรับ ชีวิตของเขาถูกปกป้อง ส่วนกรณีที่เขาถูกดำเนินคดีการสารภาพผิดของเขาจะไม่ถูกรับ ทว่าเขาจะถูกลงโทษโดยการประหารชีวิตโดยไม่ต้องร้องขอให้สารภาพผิด

    ส่งฟีดแบ็ก