ท่านจะได้อยู่กับผู้ที่ท่านรัก

คำอธิบาย

อธิบายโองการ 69 จากสูเราะฮฺ อัน-นิสาอ์ ซึ่งกล่าวถึง อานิสงค์ของการที่มุสลิมมีความรักที่บริสุทธิ์ใจต่อคนดีมีคุณธรรม ถึงแม้ว่าตัวเขาเองจะได้มีคุณสมบัติแห่งความดีเทียบเท่าบรรดาคนดีเหล่านั้น เป็นบทความจากหนังสืออัด-ดุร็อรฺ อัล-มุนตะกอฮฺ ของเชคอะมีน อัช-ชะกอวีย์

Download
กรุณาเขียนความคิดเห็นถึงผู้ดูแล

รายละเอียดแบบเต็ม

    ท่านจะได้อยู่กับผู้ที่ท่านรัก

    ] ไทย – Thai – تايلاندي [

    ดร.อะมีน บิน อับดุลลอฮฺ อัช-ชะกอวีย์

    แปลโดย : อันวา สะอุ

    ตรวจทานโดย : ซุฟอัม อุษมาน

    ที่มา : หนังสือ อัด-ดุร็อรฺ อัล-มุนตะกอฮฺ มิน อัล-กะลีมาต อัล-
    มุลกอฮฺ

    2013 - 1434

    وقفة مع الآية 69 من سورة النساء

    « باللغة التايلاندية »

    د. أمين بن عبد الله الشقاوي

    ترجمة: أنور إسماعيل

    مراجعة: صافي عثمان

    المصدر: كتاب الدرر المنتقاة من الكلمات الملقاة

    2013 - 1434

    ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่งเสมอ

    เรื่องที่ 36

    ท่านจะได้อยู่กับผู้ที่ท่านรัก

    มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของอัลลอฮฺ การสรรเสริญและความสันติจงประสบแด่ท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ ขอปฏิญาณตนว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรเคารพสักการะนอกจากอัลลอฮฺพระองค์เดียวเท่านั้นโดยปราศจากการตั้งภาคีใดๆ ต่อพระองค์ และขอปฏิญานตนว่ามุหัมหมัดคือบ่าวและศาสนทูตของอัลลอฮฺ

    อัลลอฮฺได้ตรัสว่า

    ﴿ وَمَن يُطِعِ ٱللَّهَ وَٱلرَّسُولَ فَأُوْلَٰٓئِكَ مَعَ ٱلَّذِينَ أَنۡعَمَ ٱللَّهُ عَلَيۡهِم مِّنَ ٱلنَّبِيِّ‍ۧنَ وَٱلصِّدِّيقِينَ وَٱلشُّهَدَآءِ وَٱلصَّٰلِحِينَۚ وَحَسُنَ أُوْلَٰٓئِكَ رَفِيقٗا ٦٩ ﴾ [النساء: ٦٩]

    ความว่า “และผู้ใดที่ภักดีต่ออัลลอฮฺและศาสนทูตแล้ว ชนเหล่านี้จะอยู่ร่วมกับบรรดาผู้ที่อัลลอฮฺทรงโปรดปรานพวกเขา อันได้แก่บรรดานบี บรรดาศิดดีกีน (ผู้ที่ศรัทธาโดยดุษฎี) บรรดาชุฮะดาอ์(ผู้พลีชีพในหนทางของอัลลอฮฺ) และบรรดาผู้ที่ประพฤติดี และชนเหล่านี้แหละเป็นมิตรที่ดียิ่งแล้ว” (อัน-นิสาอ์ : 69)

    มีรายงานจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮา กล่าวว่า

    جَاءَ رَجُلٌ إِلَى النَّبِيِّ صَلَّى الله عَلَيْهِ وَسَلَّمَ فَقَالَ: يَا رَسُولَ الله، إِنَّكَ لأَحَبّ إِلَيَّ مِنْ نَفْسِي، وَإِنَّكَ لأَحَبّ إِلَيَّ مِنْ أَهْلِي، وَأَحَبّ إِلَيَّ مِنْ ولَدِي، وَإِنِّي لأَكُون فِي البَيْتِ فَأَذْكُرَكَ، فَمَا أَصْبِر حَتَّى آتِيكَ فَأَنْظُرُ إِلَيْكَ، وَإِذَا ذَكَرْتُ مَوْتِي وَمَوْتكَ عَرَفْتُ أَنَّكَ إِذَا دَخَلْتَ الجَنَّةَ رُفِعْتَ مَعَ النَّبِيِّينَ، وَإِنِّي إِذَا دَخَلْتُ الجَنَّةَ خَشِيتُ أَنْ لا أَرَاكَ ، فَلَمْ يَرُدّ عَلَيْهِ النَّبِيُّ صَلَّى الله عَلَيْهِ وَسَلَّمَ شَيْئًا حَتَّى نَزَلَ جِبْرِيلُ عَلَيْهِ السَّلام بِهَذِهِ الآيَةِ: ﴿ وَمَن يُطِعِ ٱللَّهَ وَٱلرَّسُولَ فَأُوْلَٰٓئِكَ مَعَ ٱلَّذِينَ أَنۡعَمَ ٱللَّهُ عَلَيۡهِم مِّنَ ٱلنَّبِيِّ‍ۧنَ وَٱلصِّدِّيقِينَ وَٱلشُّهَدَآءِ وَٱلصَّٰلِحِينَۚ وَحَسُنَ أُوْلَٰٓئِكَ رَفِيقٗا ٦٩ ﴾ [النساء: ٦٩]

    ความว่า “มีชายคนหนึ่งมาพบกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม แล้วกล่าวว่า โอ้ ศาสนทูตของอัลลอฮฺ แท้จริง ท่านนั้นเป็นผู้ที่ฉันรักมากกว่าตัวของฉันเสียอีก ท่านคือผู้ที่ฉันรักมากกว่าครอบครัวและทรัพย์สินของฉันเสียอีก และท่านเป็นบุคคลที่ฉันรักมากกว่าบุตรของฉันเสียอีก และแท้จริง เมื่อฉันอยู่ที่บ้านของฉันจะคิดถึงท่านอยู่ตลอด จนฉันอดทนไม่ไหวอยากพบเจอกับท่านเหลือเกิน จนฉันได้มาเห็นหน้าท่าน แต่เมื่อฉันคิดถึงความตายของฉันและความตายของท่านแล้ว ฉันรู้ว่าเมื่อท่านเข้าสวรรค์ท่านก็จะถูกยกให้ไปพำนักอยู่กับบรรดาศาสนทูต และเมื่อฉันเข้าสวรรค์แล้วฉันเกรงว่าจะไม่สามารถพบเจอกับท่านอีก ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม (นิ่งสักครู่) ไม่ได้กล่าวตอบใดๆ กับชายคนดังกล่าว จนกระทั่งญิบรีลได้นำวะหฺยูมาประทาน อายะฮฺนี้”[1]

    ﴿ وَمَن يُطِعِ ٱللَّهَ وَٱلرَّسُولَ فَأُوْلَٰٓئِكَ مَعَ ٱلَّذِينَ أَنۡعَمَ ٱللَّهُ عَلَيۡهِم مِّنَ ٱلنَّبِيِّ‍ۧنَ وَٱلصِّدِّيقِينَ وَٱلشُّهَدَآءِ وَٱلصَّٰلِحِينَۚ وَحَسُنَ أُوْلَٰٓئِكَ رَفِيقٗا ٦٩ ﴾ [النساء: ٦٩]

    ความว่า “และผู้ใดที่ภักดีต่ออัลลอฮฺและศาสนทูตแล้ว ชนเหล่านี้จะอยู่ร่วมกับบรรดาผู้ที่อัลลอฮฺทรงโปรดปรานพวกเขา อันได้แก่บรรดานบี บรรดาศิดดีกีน (ผู้ที่ศรัทธาโดยดุษฎี) บรรดาชุฮะดาอ์(ผู้พลีชีพในหนทางของอัลลอฮฺ) และบรรดาผู้ที่ประพฤติดี และชนเหล่านี้แหละเป็นมิตรที่ดียิ่งแล้ว” (อัน-นิสาอ์ : 69)

    และคำดำรัสที่ว่า (وَمَن يُطِعِ ٱللَّهَ وَٱلرَّسُولَ...) ความว่า “และผู้ใดที่ภักดีต่ออัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองค์...” อิบนุกะษีรฺกล่าวว่า คือ ผู้ที่ปฏิบัติในสิ่งที่อัลออฮฺและศาสนทูตของพระองค์ได้สั่งใช้ให้กระทำและละเว้นในสิ่งที่พระองค์และศาสนทูตของพระองค์ได้ห้ามไม่ให้กระทำ อัลลอฮฺจะให้เขาผู้นั้นได้พำนักในสวนสรรค์แดนที่มีเกียรติยิ่ง และให้เขาได้อยู่ร่วมพร้อมกับบรรดาศาสนทูต หรืออยู่กับผู้ที่ได้ฉายานามว่าอัศ-ศิดดีกีน (ผู้ที่ศรัทธาโดยดุษฎี) หรือกับบรรดาผู้พลีชีพในหนทางของอัลลอฮฺ หรืออยู่กับบรรดาผู้ศรัทธาทั่วไปนั้นคือบรรดาเศาะลิฮีน (ผู้มีคุณธรรม) มีประวัติความประพฤติที่งดงาม จากนั้นอัลลอฮฺได้ชื่นชมบุคคลเหล่านั้นว่า (وَحَسُنَ أُوْلَٰٓئِكَ رَفِيقٗا) ความว่า “และชนเหล่านี้แหละเป็นมิตรที่ดีที่สุดแล้ว” (ตัฟสีรฺ อิบนุกะษีรฺ 1/522)

    รายงานจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮา กล่าวว่า ท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า

    «إِنَّهُ لَمْ يُقْبَضْ نَبِيٌّ قَطُّ حَتَّى يَرَى مَقْعَدَهُ مِنَ الْجَنَّةِ ، ثُمَّ يُخَيَّرَ»

    ความว่า “ผู้ที่เป็นนบีวิญญาณของเขาจะไม่ถูกถอนออกจากร่างจนกว่าที่พำนักของเขาในสวนสรรค์จะถูกนำมาแสดงให้เขาเห็น จากนั้นเขาจะเลือกที่พำนัก (ในสวรรค์)

    ท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮา เล่าต่อว่า เมื่อครั้งที่ท่านนบีล้มป่วยและใกล้สิ้นลมหายใจท่านได้เป็นลมหมดสติไป เมื่อท่านฟื้นขึ้นมา สายตาท่านได้เพ่งมองไปยังท้องฟ้า และพลางกล่าวว่า

    «مَعَ الَّذِينَ أَنْعَمَ اللَّهُ عَلَيْهِمْ مِنَ النَّبِيِّينَ وَالصِّدِّيقِينَ وَالشُّهَدَاءِ وَالصَّالِحِينَ ، اللَّهُمَّ اغْفِرْ لِي وَارْحَمْنِي وَأَلْحِقْنِي بِالرَّفِيقِ الْأَعْلَى» قالت عائشة : فعلمت أنه يخير. [البخاري 3/182 برقم 4435، ومسلم 4/1893 برقم 2444]

    ความว่า “อยู่พร้อมบรรดานบี บรรดาศิดดีกีน(ผู้ที่ศรัทธาโดยดุษฎี) บรรดาชุฮะดาอ์(ผู้พลีชีพในหนทางของอัลลอฮฺ) และบรรดาผู้ที่ประพฤติดี โอ้อัลลอฮฺ ได้โปรดอภัยโทษต่อข้าพระองค์ด้วย โปรดเมตตา และนำข้าพระองค์ไปพำนักอยู่กับมิตรที่สูงส่ง”

    ท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮา กล่าวว่า ฉันจึงได้รู้ว่าท่านนบีได้เลือก(ที่พำนักของท่านในสวนสรรค์แล้ว) (บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ 3/182 หมายเลขหะดีษ 4435 มุสลิม 4/1893 หมายเลขหะดีษ 2444 )

    อิบนุ หะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์ กล่าวว่า คำว่า อัร-เราะฟีก อัล-อะอฺลา คือ บรรดาผู้ที่ได้กล่าวถึงในสูเราะฮฺอัน-นิสาอ์ ดังอายะฮฺ (مَعَ ٱلَّذِينَ أَنۡعَمَ ٱللَّهُ عَلَيۡهِم...) (ฟัตหฺ อัล-บารีย์ 8/138)

    และรายงานจากท่านอัมรฺ บิน มุรเราะฮฺ อัล-ญุฮะนีย์ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮฺ กล่าวว่า

    جَاءَ رَجُلٌ إِلَى النَّبِيِّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ ، فَقَالَ : يَا رَسُولَ اللَّهِ ، أَرَأَيْتَ إِنْ شَهِدْتُ أَنْ لّا إِلَهَ إِلّا اللَّهُ ، وَأَنَّكَ رَسُولُ اللَّهِ ، وَصَلَّيْتُ الصَّلَوَاتِ الْخَمْسَ ، وَأَدَّيْتُ الزَّكَاةَ ، وَصُمْتُ رَمَضَانَ ، وَقُمْتُهُ ، فَمِمَّنْ أَنَا ؟ قَالَ : «مِنَ الصِّدِّيقِينَ وَالشُّهَدَاءِ» [ابن حبان برقم 3429]

    ความว่า มีชายคนหนึ่งมาหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม แล้วกล่าวว่า โอ้ ศาสนทูตของอัลลอฮฺ ท่านจะว่าเช่นใดหากฉันได้ปฏิญาณตนว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรเคารพสักการะนอกจากอัลลอฮฺ และปฏิญาณว่าท่านนั้นคือศาสนทูตของอัลลอฮฺ พร้อมกับปฏิบัติละหมาดห้าเวลา จ่ายทานซะกาต และถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน เมื่อฉันทำเช่นนั้นแล้วฉันถูกจัดอยู่ในจำพวกใด ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “อยู่ในพวกบรรดาศิดดีกีน(ผู้ที่ศรัทธาโดยดุษฏี) บรรดาชุฮะดาอ์(ผู้พลีชีพในหนทางอัลลอฮฺ) (บันทึกโดย อิบนุ หิบบาน (5/184) หมายเลขหะดีษ 3429 )

    และรายงานจากท่านเราะบีอะฮฺ บิน มาลิก อัล-อัสละมีย์ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮฺ กล่าวว่า

    كُنْتُ أَبِيتُ مَعَ رَسُولِ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ فَأَتَيْتُهُ بِوَضُوئِهِ وَحَاجَتِهِ فَقَالَ لِي: «سَلْ» فَقُلْتُ: أَسْأَلُكَ مُرَافَقَتَكَ فِي الْجَنَّةِ، قَالَ: «أَوَغَيْرَ ذَلِكَ؟» قُلْتُ: هُوَ ذَاكَ، قَالَ: «فَأَعِنِّي عَلَى نَفْسِكَ بِكَثْرَةِ السُّجُودِ» [مسلم برقم 489]

    ความว่า “ครั้งหนึ่งฉันได้นอนพักแรมกับท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ฉันได้เตรียมน้ำเพื่อให้ท่านได้อาบน้ำละหมาดและใช้เรื่องการถ่ายทุกข์ ท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ ได้กล่าวแก่ฉันว่า จงขอมาซิ ฉันก็ได้กล่าวว่า ฉันขอได้อยู่เคียงข้างท่านในสวนสวรรค์ ท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ ได้กล่าวว่า นอกจากนั้นท่านต้องการอะไรอีก ฉันตอบว่า มีเพียงแค่นี้แหละ ท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ จึงกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านจงช่วยฉันเพื่อตัวของท่านเองด้วยการสุญูดให้มากๆ” (บันทึกโดยมุสลิม 1/353 หมายเลขหะดีษ 489)

    อิบนุ กะษีรฺ กล่าวว่า หะดีษที่กล่าวถึงเรื่องนี้ส่วนใหญ่เป็นหะดีษที่ถูกบันทึกในตำราหะดีษเศาะฮีหฺและในตำรามุสนัดต่างๆ ที่มีสายรายงานมากมาย โดยมีต้นกระแสรายงานจากบรรดาเศาะหาบะฮฺหลายคนดังหะดีษบทนี้

    قِيلَ لِلنَّبِيِّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ: الرَّجُلُ يُحِبُّ الْقَوْمَ، وَلَمَّا يلْحَقْ بِهِمْ؟ قَالَ: «الْمَرْءُ مَعَ مَنْ أَحَبَّ» [البخاري برقم 6169، ومسلم برقم 2640]

    ความว่า มีคนถามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ว่า: โอ้ท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรต่อผู้ที่รักคนกลุ่มหนึ่ง แต่ตัวเขายังห่างไกลจากคนเหล่านั้นในเรื่องของคุณงามความดี ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ตอบว่า: “ทุกคนจะได้อยู่กับคนที่เขารัก” (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ 4/123 หมายเลขหะดีษ 6169 และมุสลิม 4/2034 หมายเลขหะดีษ 2640)

    ท่านอะนัส เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮฺ กล่าวว่า บรรดามุสลิมต่างปลาบปลื้มดีใจเป็นอย่างยิ่งกับหะดีษบทนี้ (ตัฟสีรฺ อิบนุกะษีรฺ : 1/523)

    และรายงานจากอบู สะอีด อัล-คุดรีย์ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮฺ แท้จริงท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า

    «إنَّ أَهْلَ الجَنَّةِ لَيَتَرَاءَوْنَ أَهْلَ الغُرَفِ مِنْ فَوْقِهِـمْ، كَمَا تَتَرَاءَوْنَ الكَوْكَبَ الدُّرِّيَّ الغَابِرَ مِنَ الأُفُقِ مِنَ المشْرِقِ أَوِ المغْرِبِ لِتَفَاضُلِ مَا بَيْنَـهُـمْ»، قالوا يا رسول الله: تلك منازل الأنبياء لا يبلغها غيرهم قال: «بَلَى، وَالَّذِي نَفْسِي بِيَدِهِ، رِجَالٌ آمَنُوا بِالله وَصَدَّقُوا المُرْسَلِينَ». [البخاري برقم 3256، ومسلم برقم 2831]

    ความว่า : "แท้จริง ชาวสวรรค์นั้นต่างจะได้มองเห็นชาวปราสาทสูงตระหง่านที่อยู่ด้านบนของพวกเขาเหมือนกับที่พวกเขาต่างได้มองเห็นดวงดาวที่ทอแสงระยิบระยับบนท้องฟ้าจากด้านตะวันออกหรือตะวันตกอันเป็นเพราะความเหลื่อมล้ำระหว่างพวกเขา" พวกเขาถามว่า โอ้ ท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ นั้นมันเป็นที่พำนักเฉพาะของบรรดาศาสนทูตเท่านั้นมิใช่หรือ? ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ตอบว่า “ไม่ ฉันขอสาบานด้วยผู้ที่ชีวิตฉันอยู่ในกำมือของพระองค์ มันยังเป็นที่พำนักสำหรับผู้ที่ศรัทธาต่ออัลลอฮฺและบริสุทธิ์ใจต่อบรรดาศาสนทูตเหล่านั้นอีกด้วยเช่นกัน" (บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ 2/434 หมายเลขหะดีษ 3256 และมุสลิม 4/2177 หมายเลขหะดีษ 2831)

    และมวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิของพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลกและ การประสาทพรและความสันติจงประสบแด่ท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ ตลอดจนบรรดามิตรสหายของท่านทั้งปวง

    والحمد لله رب العالمين،

    وصلى الله وسلم على نبينا محمد وعلى آله وصحبه أجمعين.

    [1] ดู อัล-มุอฺญัม อัศ-เศาะฆีรฺ ของ อัฏ-ฏ็อบบะรอนีย์ (1/26) อัล-ฮัยษะมีย์ได้กล่าวในหนังสือ มัจญ์มะอฺ อัซ-ซะวาอิด (7/7) ว่า สายรายงานของหะดีษนี้ทั้งหมดเป็นสายรายงานที่เศาะฮีหฺ ยกเว้นอับดุลลอฮฺ บิน อิมรอน และมีหะดีษที่เป็นชาฮิด (มาสนับสนุน) จากอิบนุอับบาส ในหนังสือมัจญ์มะอฺ อัซ-ซะวาอิด (7/7) แต่ในสายรายงานนี้มีผู้รายงานที่ชื่อ อะฏออ์ บิน อัส-สาอิบ เป็นบุคคลที่ความจำเลอะเลือน ท่านชัยคฺ มุกบิล อัล-วาดะอีย์ กล่าวในหนังสือ เศาะฮีหฺ อัล-มุสนัด มิน อัสบาบ อัน-นุซูล (70-71) ได้กล่าวว่า หะดีษนี้อบูนุอัยมฺได้บันทึกไว้ในหนังสือ อัล-หิลยะฮฺ (4/240) , (8/125) และอัล-วาหิดีย์ได้บันทึกด้วยสายรางานนี้ในหนังสือ อัสบาบ อัน-นุซูล อิหม่ามอัช-เชากานีย์ กล่าวว่า อัล-มักดิสีย์ได้ระบุว่าหะดีษนี้เป็นหะดีษหะสัน และมีชะวาฮิด (มาสนับสนุน) ดังปรากฏในหนังสือตัฟสีรฺ อิบนุ กะษีรฺ (1/523) จึงทำให้สายรายงานนี้มีน้ำหนักมากขึ้น

    ส่งฟีดแบ็ก