คำอธิบาย

จากหนังสือสาส์นแห่งอิสลาม โดย อับดุรเราะห์มาน อัชชีหะฮฺ ประกอบด้วย :
- ศาสนาที่พระผู้เป็นเจ้ารับรอง
- ศาสนาสุดท้ายที่ยกเลิกบทบัญญัติก่อนหน้าทั้งหมด
- ศาสนาที่เติมเต็มบทบัญญัติก่อนหน้านี้ให้สมบูรณ์
- ศาสนาสากลสำหรับมนุษย์ทั้งมวล

รายละเอียดแบบเต็ม

> > > >

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่งเสมอ

 

คุณลักษณะเฉพาะของศาสนาอิสลาม (1)

 

            อิสลามคือศาสนาล่าสุดที่ถูกประทานลงมาจากฟากฟ้า แน่นอน ย่อมต้องมีจุดเด่นที่เต็มไปด้วยคุณงามความดีและความเป็นพิเศษเหนือกว่าศาสนาอื่นๆ ก่อนหน้านี้ ความพิเศษที่ว่านี้เพียงพอแล้วและเหมาะสมกับทุกกาลเวลาและทุกสถานที่ตลอดไปจวบจนถึงวันปรโลก และด้วยคุณงามความดีและความพิเศษเหล่านี้เอง ที่จะทำให้อิสลามสามารถนำความสันติสุขมายังมวลมนุษย์ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

 

คุณลักษณะเฉพาะและความดีงามของศาสนาอิสลามมีดังนี้ :

 

ศาสนาที่พระผู้เป็นเจ้ารับรอง

            มีตัวบทหลักฐานบ่งบอกอย่างชัดเจนว่า อิสลามคือศาสนาที่อัลลอฮฺทรงยอมรับ  และพระองค์ได้ส่งบรรดาศาสนทูตของพระองค์ซึ่งแต่ละท่านทำหน้าที่สืบทอดต่อจากศาสนทูตท่านก่อน เริ่มตั้งแต่สมัยศาสนทูตนูหฺจนถึงสมัยท่านศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ท่านได้กล่าวความว่า :

“เปรียบตัวฉันกับบรรดาศาสนทูตทั้งหลาย เสมือนชายหนุ่มคนหนึ่งที่สร้างบ้านอย่างดีและสวยงาม เหลือเพียงก้อนอิฐที่ยังขาดอีก ณ ที่มุมหนึ่ง ซึ่งคนที่เดินรอบๆ บ้านต่างกล่าวชมว่า หากแม้นท่านวางก้อนอิฐก้อนหนึ่งมาเสริมตรงนี้ย่อมจะครบสมบูรณ์แบบเป็นแน่” ท่านนบีกล่าวว่า “ฉันคือก้อนอิฐก้อนนั้น  และฉันคือศาสนทูตคนสุดท้าย” (เศาะฮีหฺ อัล-บุคอรีย์ 3/1300  เลขที่ 3342)

           

            ยกเว้นท่านศาสนทูตอีซา ผู้ซึ่งจะลงจากฟากฟ้าเมื่อใกล้วันอวสานโลก เพื่อลงมาเผยแพร่ความยุติธรรมบนโลกนี้แทนความอธรรมที่มีอยู่  แต่ท่านไม่ได้เอาศาสนาใหม่ลงมาเพราะท่านจะลงมาและปกครองด้วยศาสนาอิสลามตามแบบอย่างของท่านศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เพราะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวความว่า :

“วันกิยามะฮฺ (วันปรโลก) จะไม่บังเกิดขึ้นนอกจากบุตรของมัรยัมจะลงมาจากฟากฟ้าแล้วปกครองโลกนี้ด้วยความยุติธรรม ดังนั้น เขาจะทำลายไม้กางเขน  ฆ่าสุกร ยกเลิกระบบ ญิซยะฮฺ (เงินที่ผู้ไม่ใช่มุสลิมในรัฐอิสลามต้องจ่ายเพื่อเป็นค่าคุ้มครอง) และเงินทองจะมีมากมายอย่างเหลือเฟือจนไม่มีคนจะรับมัน” (เศาะฮีหฺ อัล-บุคอรีย์ 2/875 เลขที่ 2344)

 

            บรรดาศาสนทูตทุกท่านจะชักชวนมนุษย์ให้เชื่อมั่นในเอกภาพของอัลลอฮฺ ห่างไกลจากการตั้งภาคีต่อพระองค์ หลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบพระองค์กับมัคลูก(สรรพสิ่งที่ถูกสร้าง) พวกเขาจะชักชวนคนไปสู่แนวทางการภักดีต่อพระองค์อัลลอฮฺ  พร้อมทั้งชี้แนะมนุษย์ให้เดินทางไปสู่แนวทางที่สงบสุขทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า อัลลอฮฺตรัสในคัมภีร์อัลกุรอานว่า

﴿شَرَعَ لَكُم مِّنَ الدِّينِ مَا وَصَّى بِهِ نُوحاً وَالَّذِي أَوْحَيْنَا إِلَيْكَ وَمَا وَصَّيْنَا بِهِ إِبْرَاهِيمَ وَمُوسَى وَعِيسَى أَنْ أَقِيمُوا الدِّينَ وَلَا تَتَفَرَّقُوا فِيهِ﴾ (الشورى : 13 )

ความว่า : “พระองค์ได้ทรงกำหนดศาสนาแก่พวกเจ้า เช่นเดียวกับที่พระองค์ได้ทรงบัญชาแก่นูหฺ และที่เราได้มีวะหฺยู(ประทานวิวรณ์)แก่เจ้า และเช่นเดียวกับที่เราได้บัญชาแก่อิบรอฮีม มูซา(โมเสส) และอีซา(เยซู)ว่า พวกเจ้าจงดำรงศาสนาไว้ให้คงมั่น และอย่าแตกแยกกันในเรื่องศาสนา” (อัช-ชูรอ 13)

           

ศาสนาสุดท้ายที่ยกเลิกบทบัญญัติก่อนหน้าทั้งหมด       

            อัลลอฮฺพระผู้เป็นเจ้าทรงยกเลิกศาสนาต่างๆ ก่อนหน้านี้ด้วยศาสนาอิสลาม ดังนั้นอิสลามคือศาสนาท้ายสุดและเป็นศาสนาที่มาปิดท้ายศาสนาทั้งหมด โดยที่พระผู้เป็นเจ้าจะไม่ทรงรับการที่มนุษย์จะเคารพภักดีพระองค์ด้วยศาสนาอื่นนอกจากอิสลามเท่านั้น พระองค์ตรัสว่า

﴿وَأَنزَلْنَا إِلَيْكَ الْكِتَابَ بِالْحَقِّ مُصَدِّقاً لِّمَا بَيْنَ يَدَيْهِ مِنَ الْكِتَابِ وَمُهَيْمِناً عَلَيْهِ﴾ (المائدة : 48 )

ความว่า “และเราได้ประทานคัมภีร์มายังเจ้า เพื่อยืนยันความจริงให้กับคัมภีร์ที่ได้ประทานมาแล้วก่อนหน้านี้ และเพื่อให้มันควบคุมเหนือคัมภีร์ดังกล่าวนั้น” (อัล-มาอิดะฮฺ 48)

           

            และเพราะเป็นศาสนาสุดท้ายนี่เอง อัลลอฮฺจึงสัญญาจะรักษามันไว้ให้คงอยู่ตลอดไปจนกว่าจะสิ้นอายุขัยของโลกนี้ ซึ่งต่างไปจากศาสนาอื่นๆ ก่อนหน้านี้ ที่ไม่ได้ทรงสัญญาว่าจะรักษามันไว้ เนื่องจากถูกประทานลงมาสำหรับยุคสมัยหนึ่งและพื้นที่หนึ่งเป็นการเฉพาะเท่านั้น  อัลลอฮฺตรัสในคัมภีร์อัลกุรอานว่า

﴿إِنَّا نَحْنُ نَزَّلْنَا الذِّكْرَ وَإِنَّا لَهُ لَحَافِظُونَ﴾ (الحجر : 9 )

ความว่า : “แท้จริงเราได้ให้ข้อตักเตือน(อัลกุรอาน)ลงมา และแท้จริงเราเป็นผู้รักษามันอย่างแน่นอน”( อัล-หิจญ์รฺ 9)

           

            ซึ่งหมายความว่าศาสนทูตท่านสุดท้ายในศาสนาอิสลามต้องเป็นมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ไม่มีศาสนทูตอีกหลังจากท่าน  อัลลอฮฺตรัสในคัมภีร์อัลกุรอาน

﴿مَّا كَانَ مُحَمَّدٌ أَبَا أَحَدٍ مِّن رِّجَالِكُمْ وَلَكِن رَّسُولَ اللهِ وَخَاتَمَ النَّبِيِّينَ﴾ (الأحزاب : 40 )

ความว่า : “มุหัมมัดมิได้เป็นบิดาผู้ใดในหมู่บุรุษของพวกเจ้า แต่เป็นศาสนทูตของอัลลอฮฺ และเป็นคนสุดท้ายแห่งบรรดานบี” (อัล-อะหฺซาบ 40)

 

            ที่กล่าวมาไม่ได้หมายความว่า เราไม่ศรัทธาและไม่เชื่อต่อบรรดาศาสนทูตและบรรดาคัมภีร์ก่อนหน้านี้  ดังนั้นนบีอีซาก็คือผู้สืบต่อจากศาสนาของท่านนบีมูซา และมุหัมมัดคือผู้สืบต่อจากศาสนาของอีซาและท่านคือศาสนทูตท่านสุดท้าย  มุสลิมทุกคนต้องศรัทธาต่อบรรดาคัมภีร์และบรรดาศาสนทูตก่อนท่านศาสนทูตมุหัมมัด   ถ้าใครไม่ศรัทธาต่อพวกเขาหรือเลือกที่จะศรัทธาต่อบางคนเท่านั้นถือว่าเขาได้ออกนอกศาสนาอิสลามไปแล้ว อัลลอฮฺตรัสในคัมภีร์อัลกุรอานว่า

﴿إِنَّ الَّذِينَ يَكْفُرُونَ بِاللهِ وَرُسُلِهِ وَيُرِيدُونَ أَن يُفَرِّقُواْ بَيْنَ اللهِ وَرُسُلِهِ وَيقُولُونَ نُؤْمِنُ بِبَعْضٍ وَنَكْفُرُ بِبَعْضٍ وَيُرِيدُونَ أَن يَتَّخِذُواْ بَيْنَ ذَلِكَ سَبِيلاً أُوْلَـئِكَ هُمُ الْكَافِرُونَ حَقّاً وَأَعْتَدْنَا لِلْكَافِرِينَ عَذَاباً مُّهِيناً﴾  (النساء : 150-151)

ความว่า “แท้จริงบรรดาผู้ปฏิเสธการศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และบรรดาศาสนทูตของพระองค์และต้องการที่จะแยกระหว่างอัลลอฮฺและบรรดาศาสนทูตของพระองค์ และกล่าวว่าเราศรัทธาในบางคนและปฏิเสธศรัทธาในบางคน และพวกเขาต้องการที่จะยึดเอาในระหว่างเรื่องดังกล่าวซึ่งทางใดทางหนึ่งนั้น  ชนเหล่านี้แหละคือผู้ปฏิเสธศรัทธาโดยแท้จริง และเราได้เตรียมไว้แล้วซึ่งการลงโทษที่ยังความอัปยศแก่ผู้ปฏิเสธศรัทธาทั้งหลาย” ( อัน-นิสาอ์ 150-151)

 

 

ศาสนาที่เติมเต็มบทบัญญัติก่อนหน้านี้ให้สมบูรณ์

            แท้จริงแล้วศาสนาอิสลามคือศาสนาที่มาสร้างความสมบูรณ์และเติมเต็มบทบัญญัติต่างๆ ก่อนหน้านี้ เนื่องจากบทบัญญัติทั้งหลายก่อนหน้านี้ได้ประกอบด้วยหลักการต่างๆ ทางจิตวิญญาณและมุ่งหมายเพื่อขัดเกลาจิตใจ โดยไม่ได้ให้ความสนใจในแง่มุมอื่นๆ ทุกด้านที่จำเป็นสำหรับความสถาพรของชีวิตโลกและผลประโยชน์ของมนุษย์ด้วยการวางระเบียบและการให้คำแนะนำในเรื่องดังกล่าว แตกต่างจากศาสนาอิสลามที่ได้มาเพื่อสร้างความสมบูรณ์และจัดการด้านต่างๆ ของชีวิต ครอบคลุมทั้งเรื่องดุนยาและอาคิเราะฮฺ อัลลอฮฺตรัสในคัมภีร์อัลกุรอานว่า

﴿الْيَوْمَ أَكْمَلْتُ لَكُمْ دِينَكُمْ وَأَتْمَمْتُ عَلَيْكُمْ نِعْمَتِي وَرَضِيتُ لَكُمُ الإِسْلاَمَ دِيناً﴾ (المائدة : 3 )

ความว่า : “วันนี้ข้าได้ให้สมบูรณ์แก่พวกเจ้าแล้ว ซึ่งศาสนาของพวกเจ้า และข้าได้ให้ครบถ้วนแก่พวกเจ้าแล้ว ซึ่งความกรุณาเมตตาของข้า และข้าได้เลือกอิสลามให้เป็นศาสนาแก่พวกเจ้าแล้ว” (อัล-มาอิดะฮฺ 3) 

 

ด้วยเหตุดังกล่าวอิสลามจึงเป็นศาสนาที่ดีและประเสริฐที่สุด อัลลอฮฺตรัสในคัมภีร์อัลกุรอานว่า

﴿كُنتُمْ خَيْرَ أُمَّةٍ أُخْرِجَتْ لِلنَّاسِ تَأْمُرُونَ بِالْمَعْرُوفِ وَتَنْهَوْنَ عَنِ الْمُنكَرِ وَتُؤْمِنُونَ بِاللهِ وَلَوْ آمَنَ أَهْلُ الْكِتَابِ لَكَانَ خَيْراً لَّهُم مِّنْهُمُ الْمُؤْمِنُونَ وَأَكْثَرُهُمُ الْفَاسِقُونَ﴾ (آل عمران : 110 )

ความว่า : “พวกเจ้านั้น เป็นประชาชาติที่ดียิ่ง ซึ่งถูกให้อุบัติขึ้นสำหรับมนุษยชาติ โดยที่พวกเจ้าใช้ให้ปฏิบัติสิ่งที่ชอบ และห้ามมิให้ปฏิบัติสิ่งที่มิชอบ และศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และถ้าหากว่าบรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์ศรัทธากันแล้ว แน่นอนมันก็เป็นการดีแก่พวกเขา ระหว่างพวกเขานั้นมีบรรดาผู้ที่ศรัทธา และส่วนมากของพวกเขานั้นเป็นผู้ละเมิด” (อาล อิมรอน 110)

 

 

ศาสนาสากลสำหรับมนุษย์ทั้งมวล

            ศาสนาอิสลามคือศาสนาสากลสำหรับมนุษย์ทั้งปวงไม่เว้นใคร ในทุกยุคทุกที่ อิสลามไม่ได้ลงมาสำหรับเฉพาะบางเชื้อชาติ หรือบางชนชั้น หรือแค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือในบางเวลาบางยุคสมัยเท่านั้น หากแต่อิสลามคือศาสนาที่รวบรวมมนุษย์ทุกคน โดยไม่แบ่งสีผิว ภาษา อาณาเขต เผ่าพันธุ์ เวลาและสถานที่ แต่ทุกคนล้วนรวมอยู่บนพื้นฐานการศรัทธาเดียวกัน ฉะนั้นไม่ว่าใครก็ตามที่เชื่อว่าอัลลอฮฺคือพระเจ้า อิสลามคือศาสนา มุหัมมัดคือท่านศาสนทูต เขาย่อมอยู่ภายใต้ร่มเงาแห่งอิสลามไม่ว่าเขาจะอยู่แห่งใดและสมัยไหนก็ตาม อัลลอฮฺตรัสในคัมภีร์อัลกุรอานว่า

﴿وَمَا أَرْسَلْنَاكَ إِلَّا كَافَّةً لِّلنَّاسِ بَشِيراً وَنَذِيراً﴾ (سبأ : 28 )

ความว่า : “และเรามิได้ส่งเจ้ามาเพื่ออื่นใด เว้นแต่เป็นผู้แจ้งข่าวดีและเป็นผู้ตักเตือนแก่มนุษย์ทั้งหลาย” (สะบะอ์ 28)

 

ส่วนบรรดาศาสนทูตท่านอื่นๆ ก่อนมุหัมมัดนั้น ได้ถูกส่งเพื่อชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น   อัลลอฮฺได้ตรัสถึงท่านศาสนทูตนูหฺว่า

﴿لَقَدْ أَرْسَلْنَا نُوحاً إِلَى قَوْمِهِ﴾ (الأعراف : 59 )

ความว่า : “แท้จริงเราได้ส่งนูหฺไปยังประชาชาติของเขา” (อัล-อะอฺรอฟ 59)

 

และอัลลอฮฺได้ตรัสในคัมภีร์อัลกุรอานเกี่ยวกับนบีฮูดว่า

﴿وَإِلَى عَادٍ أَخَاهُمْ هُوداً قَالَ يَا قَوْمِ اعْبُدُواْ اللهَ مَا لَكُم مِّنْ إِلَـهٍ غَيْرُهُ﴾ (الأعراف : 65 )

ความว่า : “และยังประชาชาติอ๊าดนั้น เราได้ส่งฮูด ซึ่งเป็นพี่น้องของพวกเขาไปเขากล่าวว่า โอ้ประชาชาติของฉัน! จงเคารพสักการะอัลลอฮฺเถิด ไม่มีผู้ที่ควรต้องได้รับการเคารพสักการะใดๆ สำหรับพวกท่านอีกแล้วอื่นจากพระองค์” (อัล-อะอฺรอฟ 65)

 

และได้ตรัสในคัมภีร์อัลกุรอานว่า

﴿وَإِلَى ثَمُودَ أَخَاهُمْ صَالِحاً قَالَ يَا قَوْمِ اعْبُدُواْ اللهَ مَا لَكُم مِّنْ إِلَـهٍ غَيْرُهُ﴾ (الأعراف : 73 )

ความว่า : “และยังประชาชาติษะมูดนั้น เราได้ส่งศอลิหฺซึ่งเป็นพี่น้องของพวกเขาไป เขากล่าวว่า โอ้ประชาชาติของฉัน! จงเคารพสักการะอัลลอฮฺเถิด ไม่มีผู้ที่ควรได้รับการเคารพสักการะใดๆ สำหรับพวกท่านอีกแล้วอื่นจากพระองค์” (อัล-อะอฺรอฟ 73)

 

และได้ตรัสในคัมภีร์อัลกุรอานว่า

﴿وَلُوطاً إِذْ قَالَ لِقَوْمِهِ﴾ (الأعراف : 80 )

ความว่า : “และจงรำลึกถึงนบีลูฏ ขณะที่เขาได้กล่าวแก่กลุ่มชนของเขา” (อัล-อะอฺรอฟ 80)

 

และได้ตรัสในคัมภีร์อัลกุรอานว่า

﴿وَإِلَى مَدْيَنَ أَخَاهُمْ شُعَيْباً﴾ (الأعراف : 85 )

ความว่า : “และยังประชาชาติมัดยันนั้น เราได้ส่งชุอัยบฺ ซึ่งเป็นพี่น้องของพวกเขาไป” (อัล-อะอฺรอฟ 85)

 

และได้ตรัสในคัมภีร์อัลกุรอานว่า

﴿ثُمَّ بَعَثْنَا مِن بَعْدِهِم مُّوسَى بِآيَاتِنَا إِلَى فِرْعَوْنَ وَمَلَئِهِ﴾ (الأعراف : 103 )

ความว่า : แล้วหลังจากพวกเขา เราก็ได้ส่งมูซาพร้อมด้วยสัญญาณต่างๆ ของเราไปยังฟิรอาวน์(ฟาโรห์แห่งอียิปต์)และบรรดาอำมาตย์ของเขา” (อัล-อะอฺรอฟ 103)

 

และได้ตรัสในคัมภีร์อัลกุรอานว่า

 ﴿وَإِذْ قَالَ عِيسَى ابْنُ مَرْيَمَ يَا بَنِي إِسْرَائِيلَ إِنِّي رَسُولُ اللهِ إِلَيْكُم مُّصَدِّقاً لِّمَا بَيْنَ يَدَيَّ مِنَ التَّوْرَاةِ ...﴾ (الصف : 6 )

ความว่า : “และจงรำลึก เมื่ออีซาบุตรของมัรยัม ได้กล่าวว่า โอ้วงศ์วานของเผ่าอิสรออีลเอ๋ย แท้จริงฉันเป็นศาสนทูตของอัลลอฮฺมายังพวกท่าน เป็นผู้ยืนยันสิ่งที่มีอยู่ในคัมภีร์เตารอต(โทราห์)ก่อนหน้าฉัน” (อัศ-ศ็อฟ 6)

 

เพราะความเป็นสากลของศาสนาอิสลามที่ไม่เจาะจงกาลเวลาและสถานที่  อิสลามจึงสั่งให้มุสลิมทุกคนทำการเผยแพร่สารนี้แก่มนุษย์ทุกคน อัลลอฮฺตรัสในคัมภีร์อัลกุรอานว่า

﴿وَكَذَلِكَ جَعَلْنَاكُمْ أُمَّةً وَسَطاً لِّتَكُونُواْ شُهَدَاء عَلَى النَّاسِ وَيَكُونَ الرَّسُولُ عَلَيْكُمْ شَهِيداً﴾ (البقرة : 143 )

ความว่า : “และในทำนองเดียวกัน เราได้ให้พวกเจ้าเป็นประชาชาติที่เป็นกลาง เพื่อพวกเจ้าจะได้เป็นสักขีพยานแก่มนุษย์ทั้งหลาย และศาสนทูตของอัลลอฮฺก็จะเป็นสักขีพยานแด่พวกเจ้า” ( อัล-บะเกาะเราะฮฺ 143)

ส่งฟีดแบ็ก