คุฏบะฮฺอีดิลอัฎหา 1430 : ผู้นำมีคุณภาพ นำประชาชาติที่ดีเลิศ

คำอธิบาย

คุฏบะฮฺอีดิลอัฎหา ปี ฮิจญ์เราะฮฺศักราช 1430 ในหัวข้อ "ผู้นำมีคุณภาพ นำประชาชาติที่ดีเลิศ" โดย อ.มัสลัน มาหะมะ สาธยายถึงการเริ่มต้นขึ้นของศาสนาอิสลามและท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ผู้นำแห่งประชาชาติยุคสมัยสุดท้าย ท่ามกลางญาฮิลียะฮฺและความมืดมนของโลกที่ขาดช่วงจากแสงสว่างของสัจธรรมที่นำมาโดยเหล่าศาสนทูต จนกระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงด้วยการปฏิรูปและการนำของท่านนบีคนสุดท้ายและบรรดาผู้ติดตามท่าน ซึ่งนับเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้นำทุกยุคสมัยที่หวังจะปฏิรูปสังคมโลกสู่ความเป็นเลิศ

Download

รายละเอียดแบบเต็ม

ผู้นํามีคุณภาพ นําประชาชาติที่ดีเลิศ

﴿خطبة عيدالأضحى 1430 هـ  : خير أمة أخرجت للناس﴾

مزلان محمد

مراجعة: صافي عثمان

มัสลัน มาหะมะ

ผู้ตรวจทาน : ซุฟอัม อุษมาน


ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่งเสมอ

ผู้นํามีคุณภาพ นําประชาชาติที่ดีเลิศ

 اللهُ أَكْبَرُ، اللهُ أَكْبَرُ، اللهُ أَكْبَرُ، اللهُ أَكْبَرُ، اللهُ أَكْبَرُ، اللهُ أَكْبَرُ،

اللهُ أَكْبَرُ، اللهُ أَكْبَرُ، اللهُ أَكْبَرُ، وَللهِ الْحَمْدُ،

اللهُ أَكْبَرُ كَبِيْرًا وَالْحَمْدُ للهِ كَثِيْرًا وَسُبْحَانَ اللهِ بُكْرَةً وَأَصِيْلاَ. لآ إله إِلاَّ اللهُ وَحْدَهُ، صَدَقَ وَعْدَهُ، وَنَصَرَ عَبْدَهُ، وَأَعَزَّ جُنْدَهُ وَهَزَمَ اْلأَحْزَابَ وَحْدَهُ. أَشْهَدُ أَنْ لاَ إله إِلاَّ اللهُ وَحْدَهُ لاَ شَرِيْكَ لَهُ، وَأَشْهَدُ أَنَّ مُحَمَّدًا عَبْدُهُ وَرَسُوْلُهُ. اللهم صَلِّ وَسَلِّمْ عَلَى مُحَمَّدٍ وَعَلَى آلِهِ وَصَحْبِهِ وَالتَّابِعِينَ وَتَابِعِيْهِمْ بِإِحْسَانٍ إِلىَ يَوْمِ الدِّيْنِ.أَمَّا بَعْدُ، فَيَا عِبَادَ الله ، اِتَّقُوْا اللهَ حَقَّ تُقَاتِهِ وَلاَ تَمُوْتُنَّ إِلاَّ وَاَنْتُمْ مُسْلِمُوْنَ .

พี่น้องชาวอีดิลอัฎฮาที่เคารพทุกท่าน

ขอชุโกร์ต่ออัลลอฮฺ I ที่ทรงประทานโอกาสแก่เราร่วมเฉลิมฉลองในเช้าวันอิดิลอัฎฮา ประจําปี ฮ.ศ. 1430 พร้อมกับประชาชาติมุสลิมทั้งโลกด้วยการเปล่งเสียงดังทั่วหล้าด้วยเสียงตักบัร الله أكبر เพื่อแสดงจุดยืนและประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันว่า อัลลอฮฺ I ทรงยิ่งใหญ่เหนือสรรพสิ่ง อัลลอฮฺ I ทรงยิ่งใหญ่เหนืออํานาจและการปกครองทั้งปวง อัลลอฮฺ I ทรงยิ่งใหญ่เหนืออารมณ์และความรู้สึกทั้งมวล

          ด้วยเสียงตักบีร  الله أكبر เท่านั้น ที่ทําให้อํานาจอันล้นฟ้าของทรราชฟิรเอาน์กษัตริย์จอมอหังการต้องล่มสลายลง

          ด้วยเสียงตักบีร  الله أكبر เท่านั้น ที่ทําให้กองทัพนัมรูดอันเกรียงไกรยอมสยบต่อนบีอิบรอฮีม u ผู้ยืนหยัดต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺ I อย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย

          ด้วยเสียงตักบีร  الله أكبر เท่านั้นที่นบีอิบรอฮีมu ยอมฝืนใจเชือดลูกรักนบีอิสมาอีล u ซึ่งอัลลอฮฺ I ได้เปลี่ยนเป็นแกะขาวชั่วพริบตาในเวลาต่อมา และกลายเป็นต้นตํารับของการเชือดกุรบานมาจนถึงทุกวันนี้

ด้วยเสียงตักบีร  الله أكبر เท่านั้นที่นบีมุหัมมัด ﷺ‬ ยอมกัดฟันต่อสู้อุปสรรคของการดะวะฮฺ ท่ามกลางความท้าทายด้วยบททดสอบและการบังคับข่มขู่สารพัดวิธี การเย้ายวนด้วยสิ่งล่อใจ และการทรมานด้วยวิธีการป่าเถื่อนและโหดร้าย

          ด้วยเสียงตักบีร  الله أكبر เท่านั้นที่บรรดาเศาะฮาบะฮฺยอมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่พร้อมนบีมุหัมมัด ﷺ‬ เพื่อปกป้องอิสลาม แม้ต้องแลกด้วยคนรักและทรัพย์สินเงินทอง หรือแม้กระทั่งชีวิตก็ตาม

          ด้วยเสียงตักบีร  الله أكبر เท่านั้นที่บรรดาเคาะลีฟะฮฺผู้ทรงธรรมทั้งสี่และบรรดาผู้นําอิสลามได้โบกสะบัดธงอิสลามไปทั่วทุกมุมโลก เพื่อป่าวประกาศสัจธรรมแห่งอิสลามสู่มนุษยชาติทั้งมวล

          ด้วยเสียงตักบีร الله أكبر  เช่นเดียวกัน ที่เรารวมตัวกันอยู่ ณ ที่นี้ พร้อมๆ กับบรรดาผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ ที่กล่าวเสียงตักบีรก้องกังวานทุ่งอะรอฟะฮฺ ทุ่งมีนา ทุ่งมุซดาลีฟะฮฺ รอบกะบะฮฺ เพื่อประกาศว่า อัลลอฮฺ I ทรงยิ่งใหญ่ และมวลมนุษย์ล้วนเป็นบ่าวของพระองค์เท่านั้น

          เสียงตักบีร الله أكبر ช่างมีพลังมหาศาลต่อการเปลี่ยนแปลง ทั้งต่อตนเอง ครอบครัว สังคมและประเทศชาติ หากผู้กล่าวเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อความหมายของ الله أكبر อย่างแท้จริง

          ไม่ใช่กล่าวเพียงแค่ลมปาก แต่ไม่สามารถเคาะประตูหัวใจสู่การเปลี่ยนแปลงในโลกแห่งความเป็นจริง ปากตะเบ็งเสียงว่า الله أكبر  แต่ในก้นบึ้งของหัวใจโดยแท้จริงแล้วคือ อํานาจลาภยศเท่านั้นที่ยิ่งใหญ่ เงินทองที่ยิ่งใหญ่ ญาติสนิทมิตรสหายของตนคือผู้ยิ่งใหญ่ แม้กระทั่งในบางครั้งก็ยึดถืออารมณ์กิเลสของตนเองเป็นผู้ยิ่งใหญ่ เมื่อใดที่ผลประโยชน์และความรู้สึกเหล่านี้ไปขัดแย้งกับคําสอนของอัลลอฮฺ I แล้ว ยังมีมุสลิมบางคนยอมสลัดทิ้งศาสนาของอัลลอฮฺ I และจํานนต่อผลประโยชน์ดังกล่าวอย่างว่านอนสอนง่ายเลยทีเดียว

الله أكبر، الله أكبر، الله أكبر، ولله الحمد

          อิสลามเป็นหลักศรัทธาหรืออะกีดะฮฺอันสูงส่ง ส่วนหนึ่งที่เป็นอัตลักษณ์ของศาสนานี้คือ สามารถปลูกฝังความรู้สึกภาคภูมิใจที่มิใช่หยิ่งยโส เสริมสร้างวิญญาณของความเชื่อมั่นที่ไม่ประมาทเลินเล่อ และความรู้สึกเงียบสงบที่ไม่เผลอเรอ สามารถทําให้มุสลิมเกิดสํานึกต่อพันธกิจอันสูงส่ง คือนํามนุษยชาติที่กําลังหลงระเริง พร้อมชี้นําพวกเขาสู่ศาสนาอันมั่นคงและเส้นทางอันเที่ยงตรง ปลดปล่อยเพื่อนมนุษย์ออกจากความมืดมนสู่แสงสว่าง จากการเคารพบูชามนุษย์ด้วยกัน สู่การเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ I ผู้ทรงเอกา จากความชั่วร้ายของปรัชญาและแนวคิดต่างๆ สู่ความยุติธรรมของอิสลาม จากความคับแคบของโลกนี้สู่ความยิ่งใหญ่ไพศาลของอาคิเราะฮฺอันนิรันดร์

          และเพื่อให้ภารกิจเหล่านี้ ได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมและประสบผลสําเร็จสูงสุด อิสลามได้มอบหมายให้กับผู้นําทําหน้าที่เป็นหัวขบวนในการขับเคลื่อน บนพื้นฐานของความเข้าใจในภารกิจ พร้อมกับพลังประชาชนที่คอยสนับสนุนและให้ความร่วมมือ และนี่คือที่มาของหัวข้อคุฎบะฮฺอีดิลอัฎฮาประจําปีนี้  “ผู้นํามีคุณภาพ นําประชาชาติที่ดีเลิศ”

الله أكبر، الله أكبر، الله أكبر، ولله الحمد

พี่น้องชาวอีดิลอัฏฮาทั้งหลาย

          เมื่อพูดถึงผู้นำคุณภาพและประชาชาติที่ดีเลิศแล้ว เราคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะนึกถึงมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่เท่าที่โลกเคยมีมา และประชาชาติที่ดีเลิศที่ถูกอุบัติขึ้นมายังมนุษยชาติ นั้นคือนบีมุหัมมัด ﷺ‬  และประชาสังคมที่เกิดขึ้นในสมัยของท่าน ซึ่งถือเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบสำหรับมนุษยชาติ ถือเป็นต้นแบบของการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ครอบคลุม ต่อเนื่องและเป็นธรรมที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติเลยทีเดียว

          ก่อนที่จะพูดถึงบทบาทของมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่และผลงานอันมหัศจรรย์นี้ ขอเชิญชวนท่านทั้งหลาย ย้อนรอยอดีตโดยเฉพาะอย่างยิ่งในศตวรรษที่ 6 และ 7 แห่งคริสต์ศักราช ซึ่งถือเป็นยุคมืดหรือช่วงเสื่อมถอยที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์โลก มนุษยชาติตกอยู่ในห้วงเหวแห่งวิกฤตการณ์และตกต่ำอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายศตวรรษ  คำเรียกร้องของเหล่าศาสนทูตต้องเงียบเชียบลงไปช่วงเวลาหนึ่ง ... ดวงประทีปที่เคยจุดไว้ต้องมืดดับลง ด้วยลมพายุที่โหมกระหน่ำ แม้นพอมีอยู่บ้าง แต่ก็เป็นเพียงดวงไฟอันริบหรี่ที่ไม่สามารถส่องแสงสว่างได้ ขณะที่นักการศาสนาทั้งหลาย บ้างก็ปลีกวิเวกจากสนามชีวิตจริง  จำกัดตัวอยู่ในอาราม และโบสถ์วิหาร หวังเพียงรักษาไว้ซึ่งหลักธรรมคำสอนและชีวิตตนเองจากความโกลาหลอลหม่านทางโลก มุ่งมั่นแค่การเทศนาธรรมที่ไม่สามารถสะท้อนความเป็นจริงของสังคมได้   หลีกห่างจากภาระจำเป็นต่างๆ ของชีวิตที่ต้องประสบพบเจอ หรือไม่ก็ตกอยู่ในสมรภูมิสู้รบระหว่างศาสนาและการเมือง  จิตวิญญาณและวัตถุ  ขณะอีกส่วนหนึ่งซึ่งอยู่ในสนามชีวิตจริง กลับมีท่าทีที่ประจบสอพลอต่อผู้มีอำนาจ ซ้ำยังคอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันในสิ่งที่เป็นบาปและเป็นศัตรู  และโกงกินทรัพย์สินของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันโดยมิชอบ

            ศาสนาสำคัญทั้งหลายต้องตกเป็นเหยื่อของบรรดาผู้ปฏิบัติที่เลินเล่อ   เป็นของเล่นสำหรับนักบุญใจบาปผู้บิดเบือนและกลับกลอก   กระทั่งวิญญาณ และสารัตถะของศาสนาเหล่านั้นต้องสูญสิ้นไป  หลายดินแดนที่เคยเป็นอู่ทองแห่งอารยธรรม ต้องกลายเป็นสนามของความวุ่นวาย ไร้ขื่อแป  ผู้ปกครองเอาแต่ฉ้อฉลและสาละวนอยู่กับผลประโยชน์ส่วนตน โลกอยู่ในสภาพที่ไร้สาสน์ชี้นำ ขณะที่ประชาชาติต่างๆ ก็จมในมหาสมุทรตัณหาราคะ สายธารที่คอยชุบเลี้ยงชีวิตต้องเหือดแห้งลง จนไม่มีบัญญัติจากศาสนาใดๆ ที่ถือว่าบริสุทธิ์หลงเหลืออยู่อีก  หรือแม้แต่กฎระเบียบของมนุษย์ที่มั่นคง สักหนึ่งเดียวก็ไม่มี

สถาบันศาสนา ถูกคุกคามโดยผู้นับถือศาสนาเอง มีการโต้แย้ง หักล้างกันทางตรรกะ จนครอบงำความคิดของผู้คน ทำลายความฉลาด และกลืนกินความสามารถด้านการสรรค์สร้างนวตกรรม    ทำให้เกิดสงครามเลือด ฆ่าฟัน ทำลาย กดขี่ข่มเขง  ปล้นสะดมและลอบสังหารกัน  ในขณะที่โบสถ์วิหารและบ้านเรือนต้องกลายเป็นค่ายสะสมอาวุธ ที่หวังต่อสู้เอาชนะคาดคั้นกัน รัฐและแว่นแคว้นได้ถูกชักนำสู่สงครามกลางเมืองที่โหดร้ายที่สุด

ซ้ำร้ายบรรดาผู้นำประชาชนยุคนั้น ยังเป็นต้นเหตุของความมัวหมองบนหน้าแผ่นดิน  เป็นนรกอเวจีต่อชาติพันธุ์มนุษย์ด้วยกัน  เป็นความทุกข์ทรมานสำหรับชาติเล็กชาติน้อยที่อ่อนแอกว่า เป็นบ่อเกิดแห่งความเสื่อมเสีย และโรคร้ายในเรือนร่างของสังคมมนุษยชาติ  คอยแพร่กระจายให้เชื้อพิษไหลผ่านเข้าสู่โสตประสาทและเส้นเลือด  แล้วเรือนร่างที่เคยปกติสมบูรณ์ก็กลายเป็นอัมพาต

เช่นเดียวกับสังคมอาหรับก่อนอิสลาม ที่ห่างไกลเหลือเกินจากสาสน์แห่งพระผู้เป็นเจ้าและทางนำของบรรดาศาสนทูต  การจำกัดตัวเองอยู่เฉพาะในแถบคาบสมุทรอาหรับ และยึดติดอย่างงมงายกับความเชื่อของบรรพบุรุษและประเพณีเก่าๆ ทำให้พวกเขาต้องประสบกับความตกต่ำด้านศาสนาอย่างรุนแรง และความเชื่อในลัทธิบูชาเจว็ดแพร่หลายยิ่งกว่าชนชาติใดๆ ในยุคเดียวกัน  โรคร้ายทางจริยธรรมและสังคม ทำให้พวกเขาต้องตกเป็นชาติที่เสื่อมถอยด้านศีลธรรม  สังคมที่ฟอนเฟะ  ไร้เสถียรภาพ  นับเป็นวิถีชีวิตแบบญาฮิลียะฮฺที่เลวร้ายที่สุด 

โดยภาพรวมแล้ว ไม่มีชนชาติใดอีกแล้วในยุคนั้นที่มีนิสัยงดงาม หรือสังคมอารยะที่ดำรงอยู่บนพื้นฐานของศีลธรรมจรรยา ไม่มีชนชั้นปกครองใดที่ได้รับการสถาปนาอยู่บนรากฐานแห่งความยุติธรรมและเมตตาธรรม  ไม่มีผู้นำใดที่ตั้งมั่นอยู่บนฐานความรู้และวิทยปัญญา และไม่มีศาสนาใดที่ถือว่าถูกต้องที่สืบสานต่อมาจากบรรดาศาสนทูตทั้งหลาย ความเสื่อมเสียระบาดไปทั่วทั้งบนบกและท้องทะเล

แสงอันริบหรี่ ราวหิ่งห้อยที่ส่องแสงอยู่ในยามค่ำคืนที่แสนมืดมิด อย่างไรก็มิอาจส่องแสงสว่างแก่หนทางได้  มีเพียงบางคนที่ยอมฝ่าฟันออกจากความมืดมิด เพื่อค้นหาความรู้อันถูกต้อง เสาะแสวงศาสนาที่เที่ยงแท้ที่อาจหลงเหลืออยู่บ้างบนผืนแผ่นดิน ยอมระหกระเหินทิ้งบ้านเกิดเมืองนอน  เพื่อหวังพึ่งพิงนักการศาสนาผู้ทรงธรรม เช่นคนใกล้จมน้ำที่หวังไขว่คว้าเพียงแผ่นกระดานที่ล่องลอยจากซากเรือที่อับปาง  ซึ่งถูกคลื่นซัดโหมกระหน่ำ ดังที่เกิดขึ้นกับบุรุษผู้แสวงหาสัจธรรมนามว่า ซัลมาน อัลฟาริซีย์

ท่ามกลางมนุษยชาติอยู่ในความสับสนวุ่นวายเช่นนี้ มุหัมมัด บุตร อับดุลลอฮฺ ได้กำเนิดขึ้นมา โลกในขณะนั้น มีสภาพที่ไม่ต่างกับอาคารที่ประสบแผ่นดินไหวรุนแรง ทุกสิ่งกระจัดกระจายอยู่ไม่เป็นที่เป็นทาง รากฐานและอุปกรณ์บางอย่างเสียหายอย่างไม่มีชิ้นดี บ้างก็คดงอเสียรูปทรง และบ้างก็ถูกพัดพาคลาดเคลื่อนออกไปจากตำแหน่งที่เหมาะสม หรือโยกย้ายไปยังสถานที่อื่น ในขณะที่บางส่วนก็ถูกสุมวางอยู่เป็นกอง…

ท่านเพ่งพิจารณาโลกด้วยสายตาศาสนทูต จึงพบเห็นว่า ผู้คนทั้งหลายถูกทำลายสิ้นซึ่งความเป็นมนุษย์...  พวกเขาต่างพากันกราบไหว้หิน ต้นไม้ และแม่น้ำ รวมถึงสิ่งต่างๆ ที่มิอาจบันดาลคุณหรือให้โทษ แม้แต่ต่อตนเองได้เลย…

ท่านพบเห็นมนุษย์ตกอยู่ในสภาพวิปริต สูญเสียสิ้นซึ่งความมีสติปัญญา  แม้แต่สิ่งแจ่มแจ้งชัดเจนก็แยกแยะไม่ถูก   ระบบความคิดถูกทำลาย ลังเลในสิ่งที่ควรเชื่อมั่นศรัทธา แต่เชื่อมั่นในสิ่งที่พึงกังขา ... รสนิยมของเขาถูกทำลายย่อยยับ กระทั่งหันไปยินดีปรีดากับสิ่งที่น่าขมขื่น... นิยมในสิ่งที่เลวทราม  ชื่นชอบอาหารที่สกปรกโสโครก... ความรู้สึกนึกคิดของเขาคงอันตรธานเสียแล้วกระมัง  ถึงกลับกลายไปนิยมยกย่องศัตรูผู้อธรรม  แต่ต่อมิตรสหายผู้หวังดีแท้ๆ เขากลับชิงชังแหนงหน่าย...

ท่านพบเห็นสังคมที่ทุกสิ่งในนั้นมิได้อยู่ในรูปลักษณ์ หรือวางอยู่ในตำแหน่งของมัน  มหาโจรได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้นำ ... สุนัขจิ้งจอกกลายเป็นผู้เลี้ยงฝูงแกะ... นักโทษประหารกลายเป็นผู้พิพากษา... เหล่าอาชญากรถูกปล่อยลอยนวลอยู่ในสังคม  ขณะที่คนดีๆ กลับอยู่ในสภาพรันทดหดหู่... สมาชิกในสังคมไม่รู้สึกยินดียินร้ายต่อความดีงามหรือความชั่วช้า... ท่านยังพบเห็นประเพณีอันเลวทรามต่างๆ ที่เป็นตัวเร่งทำลายมนุษยชาติให้พินาศเร็วขึ้น  และนำพาพวกเขาสู่หุบเหวแห่งความหายนะ ...

ท่านพบเห็นการดื่มสุรายาดองถึงขั้นกลายเป็นประเพณีนิยม... ขณะที่สิ่งลามกอนาจารต่างๆ มีมากมายดาษดื่น... การกินดอกเบี้ยแพร่ระบาดทั่วทุกหย่อมหญ้า  จนคล้ายเป็นการจี้ปล้นทรัพย์สินประชาชน ... ท่านพบเห็นความกระสันและอยากได้ในทรัพย์สินเงินทอง ถึงขั้นละโมบและตะกละ ... พบเห็นความโหดร้าย ทารุณ แม้กระทั่งฝังลูกทั้งเป็น...

ท่านพบเห็นระบบครอบครัวถูกทำลายอย่างย่อยยับ สตรีเป็นเพียงแค่สินค้าและเป็นที่ระบายอารมณ์กำหนัดของบุรุษ อันธพาลครองเมือง ภาษาเดียวที่มีการพูดกันอย่างกว้างขวางคือ ผู้ใดไม่ปฏิบัติอธรรม เขาย่อมถูกอธรรมรังแก

ท่านพบเห็นบรรดาผู้นำ ยึดปล้นบ้านเมืองของพระเจ้ามาทำเป็นอาณาจักรของตน... ยึดเอาปวงบ่าวของอัลลอฮฺ I มาเป็นทาสบริวาร... ท่านพบเห็นบรรดานักพรต นักบวชมากมายตั้งตัวเป็นพระเจ้าเสียเอง  คอยหลอกลวงทรัพย์สินของผู้คนทั้งหลายโดยมิชอบ และขัดขวางหนทางของพระเจ้า...

ท่านพบเห็นพรสวรรค์ต่างๆ ของมนุษย์ ถูกทำลายหรือเบี่ยงเบนเสียหายไปสิ้น จนมิอาจใช้ประโยชน์หรือกำหนดความคิดที่ถูกต้องได้อีก มิหนำซ้ำยังกลับกลายมาเป็นโรคร้ายต่อเจ้าของเอง รวมทั้งมนุษยชาติโดยรวมอีกด้วย... ยามนั้นความกล้าหาญก็กลายเป็นความบ้าบิ่นและป่าเถื่อน... ความใจบุญกุศลทานกลับกลายเป็นความสิ้นเปลืองสุรุ่ยสุร่าย ... ความต่ำต้อยเป็นสิ่งน่ารังเกียจของสังคม... ในขณะที่ความฉลาดก็ถูกใช้ไปเพื่อฉ้อโกงและหลอกลวง...สติปัญญากลายเป็นเครื่องมือสำหรับสร้างสรรค์อาชญากรรมในรูปแบบต่างๆ และประดิษฐ์สิ่งสนองกิเลสตัณหาของมนุษย์ ...

ท่านพบเห็นมนุษย์ทั้งหลายทั้งปัจเจกชนและองค์กรต่างๆ เป็นดั่งวัตถุดิบที่มิได้ผ่านกรรมวิธีใดๆ ของช่างประดิษฐ์ผู้ฉลาดหลักแหลม... ท่านพบเห็นชนชาติต่างๆ ดำรงอยู่เช่นฝูงแกะที่ไร้ผู้ดูแล... ขณะที่การเมืองก็เป็นเสมือนอูฐพยศที่พยายามดึงเชือกผูกให้ขาดสะบั้น แล้วเที่ยวอาละวาดสร้างความพินาศไปทั่วทุกหย่อมหญ้า... อำนาจเป็นประหนึ่งดาบในมือของคนเมาไร้สติ ที่ไม่เพียงทำร้ายครอบครัว พี่น้องผองเพื่อน หรือสังคมเท่านั้น แม้กระทั่งยอมทำร้ายตัวเองด้วยซ้ำ 

الله أكبر، الله أكبر، الله أكبر، ولله الحمد

 ในทุกๆ ด้านของชีวิตที่เสื่อมโทรมและเสียหายนี้ ล้วนจำเป็นต้องได้รับการเอาใจใส่และดูแลอย่างจริงจังจากนักพัฒนา  หากเขาผู้นั้นเป็นเช่นนักพัฒนาธรรมดาทั่วไปแล้ว อย่างดีก็อาจแก้ไขหรือพัฒนาได้ก็แค่ปัญหาใดปัญหาหนึ่งเท่านั้น… แม้นอายุอาจยืดยาวเพียงใด เขาอาจแก้ไขได้เพียงข้อบกพร่องหนึ่งทางสังคมที่เขารู้สึกปวดร้าวเท่านั้น... ทว่าจิตใจของมนุษย์ถูกประกอบมาสุดซับซ้อนยากที่จะหยั่งถึงได้  ...มีความละเอียดอ่อน มีประตูหน้าต่างมากมาย  แฝงไปด้วยความต้องการและอิสระ  ซึ่งเมื่อใดหากมันเบี่ยงเบนหรือเฉไฉหลงทางเสียแล้ว ก็มิอาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงนิสัยสันดานใดๆ ของคนผู้นั้นได้เลย  จนกว่าทัศนคติของเขาจะเปลี่ยนจากร้ายเป็นดี หรือจากความเสื่อมเสียไปสู่การพัฒนาปรับปรุง

ทุกโรคของสังคม รวมทั้งข้อบกพร่องต่างๆ ของอนุชนรุ่นปัจจุบัน ล้วนแล้วต้องแก้ไขปรับปรุงอย่างไม่จบสิ้น  ตลอดอายุขัยของมนุษย์ต้องจมอยู่ในนั้น หรือนักพัฒนาเหล่านั้นจำต้องทุ่มเทชีวิตอย่างที่สุดและตลอดไปเลยก็ว่าได้  ดังกรณีตัวอย่างการรณรงค์กวาดล้างยาเสพติดเป็นต้น ถึงแม้รัฐจะทุ่มเทกวาดล้างอย่างหนักและกำหนดบทลงโทษผู้เกี่ยวข้องอย่างหนักหน่วงเพียงใด  ก็ยังไม่มีพลังพอที่จะปราบปรามพฤติกรรมการเสพยาเสพติดได้ ไม่มีวิธีอื่นใด นอกจากต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติหรือจิตใต้สำนึกเสียก่อนเท่านั้น  แต่หากบีบบังคับด้วยวิธีอื่นแล้ว ก็มีแต่จะทำให้ผู้เกี่ยวข้องกับสิ่งเสพติดเหล่านั้น หันไปปฏิบัติความผิดอื่นๆ อีก หรือไม่ก็พยายามหลีกเลี่ยงเปลี่ยนชื่อหรือสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของสิ่งเดียวกัน เพื่อชี้ชวนให้ผู้คนเห็นดีเห็นงามต่อไปอย่างไม่จบสิ้น...

พี่น้องชาวอิดิลอัฎฮา ผู้ศรัทธาทั้งหลาย

ท่านนบีมุหัมมัด ﷺ‬ มิใช่เช่นบรรดานักปฏิรูปโดยทั่วไป ที่มักเข้าบ้านทางประตูด้านหลัง  หรือปีนป่ายหน้าต่างเข้าไป  แล้วจัดการป่าวประกาศต่อสู้กับโรคร้ายต่างๆ ทางสังคม และสิ่งบกพร่องทางศีลธรรมจรรยาเพียงเท่านั้น... ซึ่งบางคนก็ประสบความสำเร็จบ้างในบางส่วน แค่ชั่วเวลาหนึ่งในบางพื้นที่ของประเทศ   ขณะที่บางคนก็เสียชีวิตลงก่อนที่ภารกิจจะสำเร็จ...

          นบีมุหัมมัด ﷺ‬ เข้ามายังอาคารแห่งการเผยแผ่และทำการปฏิรูปโดยใช้ประตูของมัน  แล้วไขกุญแจแห่งธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ที่ถูกปิดตายออกเสีย   เป็นกุญแจที่บรรดานักปฏิรูปต่างๆในช่วงว่างเว้นศาสดา และผู้คนหลังจากนั้นมากมาย ต่างก็ต้องเหนื่อยล้าและล้มเหลวมามากต่อมากแล้ว เนื่องจากพยายามเปิดด้วยสิ่งอื่นซึ่งมิใช่ลูกกุญแจที่แท้จริงของมัน ท่านได้เรียกร้องมนุษย์สู่การศรัทธาต่อพระเจ้าองค์เดียว  ปฏิเสธรูปเจว็ด และการสักการะบูชาสิ่งต่างๆ  ปฏิเสธพระเจ้าจอมปลอมในทุกความหมาย พร้อมลุกขึ้นประกาศท่ามกลางหมู่ชนทั้งหลายว่า “โอ้มนุษย์ทั้งหลาย  จงกล่าวเถิดว่า : ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ(ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ) แล้วพวกท่านจะประสบกับความสำเร็จ”  พร้อมกับเรียกร้องพวกเขาสู่การศรัทธาต่อสารของท่าน และศรัทธาต่อวันปรโลก

นบีมุหัมมัด ﷺ‬ ยืนหยัดอยู่ถึง 13 ปีในการเรียกร้องเชิญชวนสู่พระเจ้าองค์เดียว และให้ศรัทธาต่อสาสน์ของท่าน และต่อโลกอาคิเราะฮฺอย่างชัดเจนแจ่มแจ้งที่สุด โดยปราศจากอาการเบื่อหน่าย  อ่อนข้อ เศร้าโศก ลังเลหรือคิดคดต่ออุดมการณ์นี้เลย ท่านมองว่า ในเหตุการณ์เหล่านั้น ย่อมมีโอสถทิพย์สำหรับทุกโรค ขณะที่ฝ่ายกุร็อยช์ก็ลุกขึ้นประกาศก้องในทุกสารทิศ และต่างพร้อมใจพุ่งเป้ามายังท่านด้วยดอกธนูดอกเดียวกัน พยายามจุดบ้านเผาเมือง เพื่อโดดเดี่ยวท่านออกจากลูกหลานและพี่น้องของพวกตน  ฉะนั้น การที่ยอมศรัทธาเชื่อมั่นต่อท่านนบี  และยอมแยกตัวไปอยู่กับท่านในยามวิกฤติเช่นนี้ จึงถือเป็นจุดที่ล่อแหลมที่สุด บุคคลที่กล้าขับเคลื่อนพร้อมกับท่านได้ ต้องเป็นผู้ที่มีความจริงจังและจริงใจ  ไม่ยึดติดตัวเองและเชื่อมั่นอย่างเต็มร้อยที่จะทะยานสู่กองเพลิง และเดินไปบนพงหนามพร้อมกับท่าน   มีเยาวชนกลุ่มหนึ่ง กล้ายืนหยัดอยู่เบื้องหน้าชนิดที่ฝ่ายกุร็อยช์มิอาจสบประมาทได้เลย  หรือใช้ปัจจัยใดๆ ทางโลกมาเจรจาหว่านล้อมพวกเขาให้สั่นคลอนในจุดยืนได้ เพราะความปรารถนาของพวกเขาคืออาคิเราะฮฺ และความต้องการของพวกเขาก็คือสวนสวรรค์ พวกเขาได้ยินแล้วซึ่งการเรียกร้องของผู้เรียกร้องให้ศรัทธาต่อองค์อภิบาล... พวกเขาจึงรู้สึกว่า สิ่งที่ญาฮิลียะฮฺยัดเยียดให้นั้น มันช่างคับแคบเสียเหลือเกิน  พาให้รู้สึกอึดอัดตัวเอง  กังวล และกระสับกระส่ายเหมือนนอนอยู่บนพงหนาม พวกเขาเห็นแล้วว่า ย่อมไม่มีสิ่งใดมาช่วยปลดปล่อยได้ นอกจากการศรัทธาต่ออัลลอฮฺ I และ ศาสนทูตของพระองค์เท่านั้น พวกเขาจึงยอมรับการศรัทธา และมุ่งไปหานบีมุหัมมัด ﷺ‬  ทั้งๆ ที่ท่านอาศัยอยู่ในบ้านเมืองของพวกเขา ได้ประสบพบเห็นท่านมาตลอด ฝ่ายกุร็อยช์พยายามขัดขวางท่านและกลุ่มชนผู้ศรัทธาด้วยอุปสรรคต่างๆ นานา  แต่บรรดาผู้ศรัทธาก็ได้วางมือของตนไว้บนมือของนบีมุหัมมัด ﷺ‬   ยอมมอบร่างกายและชีวิตให้แก่ท่านแล้ว  แม้นชีวิตจะอยู่ในอันตรายเพียงใด  ก็พร้อมเผชิญการทดสอบและวิบากกรรมต่างๆ ด้วยความเชื่อมั่นเสมอ...

เผ่ากุร็อยช์คงไม่มีความหมายอันใดเกินกว่าสิ่งที่พวกเขาคาดไว้ แม้นกระบอกธนูของพวกกุร็อยช์จะพลัดหล่นอันแล้วอันเล่า... ดอกธนูจะถาโถมมายังพวกเขาดอกแล้วดอกเล่า... แต่ทั้งหมดนั้น หาได้ทำให้เกิดสิ่งใด นอกจากความเชื่อมั่น และอดทนเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

 ﰅ    ﰆ  ﰇ  ﰈ  ﰉ  ﰊ   ﰋ  ﰌ  ﰍﰎ  ﰏ  ﰐ  ﰑ    ﰒ      ﰓ    

ความว่า “พวกเขากล่าวว่านี่คือสิ่งที่อัลลอฮฺและเราะซูลของพระองค์ได้สัญญาไว้แก่เรา และอัลลอฮฺและเราะซูลของพระองค์ตรัสไว้เป็นจริงแล้ว และมันมิได้เพิ่มสิ่งใดให้แก่พวกเขานอกจากการศรัทธาและการนอบน้อม” (อัลอะหฺซาบ, 33 : 22)

นบีมุหัมมัด ﷺ‬ ได้ใช้อัลกุรอานเป็นอาหารทางวิญญาณ   อบรมจิตใจด้วยการศรัทธา และทำให้พวกเขานอบน้อมลงเบื้องหน้าองค์อภิบาลแห่งสากลโลกห้าครั้งต่อวัน ด้วยร่างกายที่ใสสะอาด  หัวใจที่ยำเกรง  ร่างกายที่ยอมจำนน และสติปัญญาที่ทะลุปรุโปร่ง... ทุกๆ วันมีแต่จะทำให้วิญญาณสูงส่ง  หัวใจบริสุทธิ์  อุปนิสัยที่สะอาด  พร้อมยังปลดปล่อยให้พ้นจากอำนาจแห่งวัตถุนิยมทั้งหลาย และการราวีของกิเลสตัณหา พร้อมเรียกร้องสู่องค์อภิบาลแห่งแผ่นดินและฟากฟ้า อีกทั้งยังทำให้พวกเขามีความอดทนอดกลั้นต่อการประทุษร้าย   รู้จักการให้อภัยและเอาชนะใจตนเอง... พวกเขามาจากเผ่าพันธุ์ ที่แต่ละคืนวันมีแต่สงครามแตกหัก ตะลุมบอนและคลุกอยู่กับฝุ่นดิน  แต่นบีมุหัมมัด ﷺ‬ ได้พยายามข่มนิสัยชอบการต่อสู้ และป้องกันความเป็นชาตินิยมอาหรับของพวกเขาเอาไว้ พร้อมกล่าวกับพวกเขาว่า “พวกท่านทั้งหลายจงวางมือลงเถิด อย่าตอบโต้เป็นอันขาด แล้วลุกขึ้นทำละหมาดและจ่ายซะกาต...” (อันนิสาอฺ, 4 : 77) แล้วพวกเขาก็ยอมน้อมรับคำสั่งและวางมือลง... พวกเขายอมอดทนอดกลั้นต่อการทารุณกรรมพวกกุร็อยช์ แม้นต้องสังเวยด้วยเลือด เนื้อแม้กระทั่งชีวิต  โดยมิหวาดหวั่นหรือยอมอ่อนข้อ   ประวัติศาสตร์ไม่เคยจารึกเหตุการณ์ใดในยุคมักกะฮฺว่า มุสลิมลุกขึ้นปกป้องตนเองด้วยดาบเลย หรือตอบโต้ด้วยวิธีการรุนแรง แม้โดยสัญชาติญาณและนิสัยดั้งเดิมแล้ว พวกเขามีความพร้อมพอที่จะใช้กำลังเช่นนั้นก็ตาม...

สิ่งที่ได้รับการบันทึกในประวัติศาสตร์ช่วงนั้น คือการเชื่อฟังและยอมนอบน้อม ซึ่งเป็นการแสดงอารยะขัดขืนที่ยาวนานและยากลำบากมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติเลยทีเดียว   จนกระทั่งเมื่อพวกกุร็อยช์ข่มเหงรังแกหนักขึ้นจนสุดจะทนไหว อัลลอฮฺ I ก็ทรงอนุญาตให้ศาสนทูตของพระองค์พร้อมเหล่าเศาะฮาบะฮฺทำการฮิจเราะฮฺ คืออพยพสู่เมืองมะดีนะฮฺ ซึ่งอิสลามได้เผยแผ่ไปถึงก่อนแล้ว...

มุฮาญิรีนจากเมืองมักกะฮฺได้ประสานมือกับอันศอรฺแห่งเมืองมะดีนะฮฺ  และไม่มีสิ่งใดที่สามารถผนวกรวมเข้าด้วยกันได้นอกจากศาสนาใหม่นี้ ซึ่งนับเป็นภาพที่แสดงถึงอำนาจของศาสนาที่ประวัติศาสตร์ได้จารึกยืนยันไว้  ระหว่างเผ่าเอาส์และค็อซรอจญ์ ซึ่งเป็นคู่อรินานนับศตวรรษที่ฝุ่นตลบของสงครามไม่เคยสร่างซาจากพวกเขาเลย ดาบของพวกเขาไม่เคยสิ้นคาวเลือด กระทั่งอิสลามได้สมานฉันท์หัวใจของพวกเขาเข้าด้วยกัน แม้นจะใช้สิ่งที่มีอยู่ในโลกทั้งหมด ก็ไม่มีผู้ใดสามารถสมานหัวใจของพวกเขาเช่นนี้ได้ ต่อจากนั้นท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ I ได้สร้างความเป็นพี่น้องระหว่างกัน  ความเป็นพี่น้องที่เหนือกว่าความเป็นพี่น้องที่คลานตามหลังกันมา ที่ความเป็นเพื่อนหรือสหายทุกคู่เท่าที่ประวัติศาสตร์เล่าขานกันมาก็มิอาจเสมอเหมือนได้

กลุ่มชนใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นนี้ เป็นดั่งแกนกลางของประชาชาติอิสลามในภาพกว้างที่อุบัติขึ้นเพื่อชาวโลกทั้งหลาย และเป็นธาตุแท้ของอิสลาม  การปรากฏขึ้นของกลุ่มชนนี้ในสถานการณ์อันลำบากยิ่งนี้ เท่ากับเป็นสิ่งคุ้มกันโลกจากความหลงทางที่กำลังคุกคาม   เป็นหลักประกันหนึ่งแก่มนุษยชาติจากวิกฤติและภยันตรายต่างๆ ที่ห้อมล้อมอยู่ได้  เหตุนี้อัลลอฮฺ I ทรงได้กล่าวเฉพาะเจาะจงถึงความเป็นพี่น้องและความสมานฉันท์ระหว่างชาวมุฮาญิรีนและชาวอันศอรนี้ว่า

ﮱ   ﯓ  ﯔ  ﯕ  ﯖ   ﯗ  ﯘ  ﯙ  ﯚ 

ความว่า “หากพวกเจ้าไม่ปฏิบัติในสิ่งนั้น(คือไม่ช่วยเหลือพี่น้องผู้ศรัทธาด้วยกันจากการถูกข่มเหง)แล้ว ความวุ่นวายและความเสียหายอันใหญ่หลวง ก็จะเกิดขึ้นในแผ่นดิน” (อัลอันฟาล, 8 : 73)

          นบีมุหัมมัด ﷺ‬ ยังคงอบรมขัดเกลาพวกเขาอย่างละเอียดและลึกซึ้ง  ขณะที่อัลกุรอานก็ยังคงพัฒนาจิตวิญญาณของพวกเขาให้สูงส่งและเติมเต็มไฟของหัวใจให้ลุกโชนอยู่ตลอด... วงสนทนาสั่งสอนต่างๆ ของนบีมุหัมมัด ﷺ‬  ยังคงเพิ่มพูนความเข้มแข็งในเรื่องศาสนาให้แก่พวกเขา และให้ละเว้นจากกิเลสตัณหา... ใช้ชีวิตสิ้นไปในหนทางแห่งความดี และเสน่หาต่อสรวงสวรรค์...  ได้กระตุ้นให้พวกเขาเป็นคนใฝ่รู้ ทำความเข้าใจในเรื่องศาสนาและตรวจสอบทบทวนตนเอง... พวกเขาต่างเชื่อฟังปฏิบัติตามนบีมุหัมมัด ﷺ‬ ในทุกสภาพการณ์ไม่ว่ายามปกติสุข หรือยามทุกข์เข็ญ... พร้อมออกเดินทางในวิถีของอัลลอฮฺ I ได้ทุกเมื่อ... พวกเขาสามารถสลัดโลก (ดุนยา)ได้อย่างง่ายดาย  อันความทุกข์ยากของลูกเมีย ครอบครัวสำหรับพวกเขาเป็นสิ่งเล็กน้อยมาก... มีโองการมากมายที่ถูกประทานลงมาซึ่งพวกเขาไม่เคยพบเจอหรือคุ้นเคย... และทุกสิ่งที่รู้สึกลำบากใจ แต่จำเป็นต้องปฏิบัติทั้งด้วยทรัพย์สิน  ชีวิต หรือครอบครัว พวกเขาต้องเชื่อฟังเสมอ แม้นจะโดยทันทีหรือเชื่องช้าสักนิดก็ตาม...  แล้วปมเงื่อนสำคัญ ซึ่งหมายถึงปมเงื่อนแห่งการตั้งภาคีและการปฏิเสธก็ถูกแก้ออก... พร้อมปมเงื่อนอื่นๆ ก็คลายออกเสียสิ้น  นบีมุหัมมัด ﷺ‬ เริ่มรณรงค์ต่อสู้กับพวกเขาโดยมิจำเป็นต้องเปิดฉากต่อสู้ไปในทุกเรื่อง ทั้งที่เป็นคำสั่งใช้หรือคำสั่งห้ามเลย  เมื่อใดที่อิสลามสามารถเอาชนะญาฮิลียะฮฺในสมรภูมิครั้งแรกนี้ได้สำเร็จ แล้วชัยชนะในครั้งหลังก็จะตามมาอย่างง่ายดาย  ทำให้ผู้คนเข้าสู่อิสลามทั้งด้วยหัวใจ  เรือนร่างและวิญญาณทั้งหมด  และจะไม่ฝ่าฝืนโต้แย้งนบีมุหัมมัด ﷺ‬ อีก ภายหลังจากทางนำเป็นที่ประจักษ์แก่พวกเขาแล้ว  และจะไม่พบว่า พวกเขารู้สึกอึดอัดในสิ่งใดที่นบีมุหัมมัด ﷺ‬ ตัดสินและไม่โลเลอีกในสิ่งที่ท่านใช้หรือห้ามไว้.... บทบัญญัติห้ามสุราถูกประทานลงมาขณะที่พวกเขากำลังยกแก้วซดน้ำเมาอย่างสุขสำราญ และแล้วพวกเขาก็ต้องเลือกเอาระหว่างคำสั่งของอัลลอฮฺ I ขณะริมฝีปากที่กำลังคาบติดอยู่กับขอบแก้ว ทั้งที่กระสันอยากจะยกซดดื่มปานใจจะขาด... และแล้วบรรดาถังเหล้าสุรายาดองทั้งหลายก็พลันถูกทุบแตกกระจายเนืองนองไปทั่วซอกซอยของเมืองมะดีนะฮฺ...

          กระทั่งเมื่อโอกาสของชัยฏอนหมดไปจากอารมณ์ของพวกเขา หรือแม้แต่โอกาสของอารมณ์เองก็หมดไปด้วย... พวกเขารู้สึกเป็นธรรมต่อตนเองและต่อผู้อื่นมากขึ้น... อยู่ในโลกดุนยาดุจดั่งบุรุษแห่งอาคิเราะฮฺ และอยู่ในวันนี้เยี่ยงบุรุษของวันพรุ่ง... ไม่รู้สึกเศร้าโศกเมื่อคราวเคราะห์ หรือหยิ่งยโสเมื่อยามมีสุข...  พวกเขาไม่หวั่นไหวต่อความจน ความรวย... อำนาจใดๆ ก็มิอาจทำให้พวกเขายอมสยบกลัวได้... พวกเขามิประสงค์ความโอหังหรือสร้างความเสียหายใดๆ บนพื้นโลก... นอกจากความยุติธรรมอันเที่ยงตรงสำหรับมนุษย์   ที่ดำรงไว้ซึ่งความถูกต้อง เป็นประจักษ์พยานต่ออัลลอฮฺ I แม้นต่อตัวเอง ... พวกเขากลายเป็นที่พึ่งของมนุษยชาติ ปกป้องคุ้มครองโลก และเรียกร้องสู่ศาสนาแห่งพระผู้เป็นเจ้า... เป็นผู้ที่ท่านศาสนทูตแห่งพระเจ้ามอบหมายเป็นผู้สืบทอดในพันธกิจ ขณะที่ท่านจะลาโลกไปอย่างภาคภูมิใจในประชาชาติและสาสน์ของท่าน...

การปฏิรูปที่นบีมุหัมมัด ﷺ‬ สถาปนาขึ้นในจิตใจของบรรดามุสลิมและใช้พวกเขาเป็นสื่อต่อสังคมโลก นับเป็นปรากฏการณ์ที่แปลกประหลาดที่สุดเท่าที่มีมาในหน้าประวัติศาสตร์มนุษยชาติ การปฏิรูปครั้งนี้ช่างแปลกในทุกประการ คือแปลกในแง่ของความรวดเร็ว  ในแง่ของความลึกล้ำ  และแปลกในแง่ของความกว้างขวางและครอบคลุม... รวมทั้งแปลกในแง่ความชัดเจนและสามารถเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง  ซึ่งแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับการปฏิรูปต่างๆ ที่มีแต่ความคลุมเครือน่าสงสัย และกลายเป็นโศกนาฏกรรมที่รุนแรงที่สุดของมนุษยชาติ...

الله أكبر، الله أكبر، الله أكبر، ولله الحمد

มนุษย์ทั้งหลายก่อนนี้ มีชีวิตอยู่อย่างมืดมน  ทุกอย่างถูกก่อขึ้นเพื่อสนองความต้องการและเติมเต็มอารมณ์ของตนเอง... คนดีไร้ซึ่งรางวัล คนชั่วถูกปล่อยลอยนวลไร้บทลงโทษ... ไร้ศีลธรรมใดๆ...ขณะที่ศาสนาก็เป็นเพียงสิ่งผิวเผินในชีวิต ไม่มีผลใดๆ ต่อวิญญาณ  ชีวิตและจิตใจของผู้คนเลย... ไร้ซึ่งอิทธิพลใดๆ ต่อจรรยามารยาทและการสังคมอยู่ร่วมกัน...

           แต่สำหรับอิสลาม ได้สร้างความศรัทธาเป็นเสมือนสถาบันด้านจรรยา คอยขัดเกลาจิตใจ และเติมเต็มเจตจำนงอันกล้าหาญ หัวใจที่เข้มแข็งพร้อมหมั่นตรวจสอบตนเอง... ในบางครั้งบางคราว หากพลังแห่งความเป็นเดรัจฉานเกิดพยศ และทำให้มนุษย์ต้องพลั้งพลาด  แม้นยามนั้น จะไม่มีสายตาใดพบเห็นหรือห่างไกลเกินมือกฎหมายก้าวล่วงถึงก็ตาม ความศรัทธานี้ก็แปรเปลี่ยนเป็นจิตใต้สำนึกอันแรงกล้าและเฝ้าคอยทิ่มแทงจิตใจหรือฝันร้ายอยู่ตลอดเวลา จนเจ้าของของมันมิอาจเป็นสุขอยู่ได้อีกต่อไป จนกว่าจะได้สารภาพผิดเบื้องหน้ากฎหมาย และพร้อมเสนอรับการลงโทษอันหนักด้วยท่าทีสงบและยินดี เพื่อหวังปลดเปลื้องจากความกริ้วโกรธของอัลลอฮฺ I และการลงโทษในวันอาคิเราะฮฺ

การศรัทธาที่มีต่ออัลลอฮฺ I ต่อนบีมุหัมมัด ﷺ‬   และวันสุดท้าย รวมทั้งการยอมนอบน้อมศิโรราบต่ออัลลอฮฺ I และศาสนาของพระองค์  ทำให้ชีวิตที่เคยบูดเบี้ยว ได้เที่ยงตรงและมีค่าขึ้น... ทำให้ทุกปัจเจกชนในสังคมกลับคืนสู่ตำแหน่งที่เหมาะสมของตนเองโดยไม่มีความบกพร่องหรือการล่วงละเมิด กลไกแห่งมนุษยชาติได้กลายเป็นดั่งช่อดอกไม้หลากสีที่ปราศจากหนาม  มนุษย์ทั้งหลายกลายเป็นครอบครัวเดียวกันที่ต่างถืออาดัมเป็นบิดา  และอาดัมก็ถูกสร้างมาจากดิน  คนอาหรับมิได้ประเสริฐเลอเลิศกว่าคนไม่ใช่อาหรับ และคนไม่ใช่อาหรับก็มิได้ประเสริฐเลิศเลอไปกว่าคนอาหรับ เว้นแต่ด้วยความยำเกรง (ต่อพระเจ้า) เท่านั้น 

นบีมุหัมมัด ﷺ‬  กล่าวว่า “พวกท่านทุกคนล้วนเป็นลูกหลานอาดัม ขณะที่อาดัมก็ถูกสร้างมาจากดิน  และขอให้แต่ละกลุ่มหยุดการเอาบรรพบุรุษของตนเองมาอวดใหญ่อวดโต หรือ(มิฉะนั้น)พวกเขาจะประสบกับความต่ำต้อย ณ อัลลอฮฺยิ่งกว่าแมลงปีกแข็ง(ชนิดหนึ่ง)เสียอีก” (รายงานโดยอบู ดาวูด /5118)

ทุกชนชั้น ทุกเชื้อชาติในสังคมมุสลิมล้วนต่างเอื้ออาทร ช่วยเหลือและอาศัยพึ่งพากันโดยไม่มีใครคิดจะเบียดเบียนกัน  ขณะที่ผู้ชายก็อยู่ในฐานะผู้คุ้มครองดูแลผู้หญิงด้วยคุณสมบัติต่างๆ ที่อัลลอฮฺ I ให้มาเหนือกว่าและด้วยทรัพย์สินเงินทองที่เขาต้องจ่ายไป... ผู้หญิงทั้งหลายก็เป็นกุลสตรีที่ดี เคร่งครัดศาสนา และรักษาความลับตามที่อัลลอฮฺ I  ทรงรักษาไว้ สำหรับนางก็เช่นเดียวกับบุรุษในเรื่องความดีที่พึงได้รับ... ทุกคนในสังคมล้วนเป็นผู้มีหน้าที่และจะถูกสอบสวนในหน้าที่ที่รับผิดชอบ... ผู้นำมีหน้าที่ความรับผิดชอบและจะถูกสอบสวนในหน้าที่ความรับผิดชอบของเขา... บุรุษมีหน้าที่ต่อครอบครัวและจะถูกสอบสวนในหน้าที่ความรับผิดชอบของเขา... สตรีมีหน้าที่ในบ้านของสามีและจะถูกสอบสวนในหน้าที่ความรับผิดชอบของนาง... คนใช้ก็มีหน้าที่ดูแลทรัพย์สินของนายและจะถูกสอบสวนในหน้าที่ความรับผิดชอบของเขาเช่นเดียวกัน.. เหตุนี้สังคมมุสลิมจึงเป็นสังคมที่มีวุฒิภาวะ มีสติ และรับผิดชอบในหน้าที่ของแต่ละคนเสมอ...

الله أكبر، الله أكبر، الله أكبر، ولله الحمد

ในสังคมที่สับสนวุ่นวายเช่นนี้  นบีมุหัมมัด ﷺ‬  ได้ลุกขึ้นมาคลายปมเชือกที่พันธนาการไว้  แล้วท่านก็กลายเป็นดั่งวิญญาณและร่างกาย  ทำหน้าที่เป็นดั่งหัวใจและดวงตาของสังคม... ท่านคือมนุษย์ปุถุชนที่พระเจ้าทรงประทานคุณลักษณะแห่งความงดงามและสมบูรณ์อันสูงส่ง  ... ผู้ใดได้พบเห็นท่านชัดๆ ก็จะเกรงขาม... และผู้ใดได้ใช้ชีวิตคลุกคลีอย่างลึกซึ้งก็จะรักและประทับใจ... 

ด้วยศรัทธาอันกว้างขวาง ลึกซึ้ง และคำสั่งสอนอันชัดแจ้งของนบี   มุหัมมัด ﷺ‬  ... ด้วยการอบรมขัดเกลาที่ชาญฉลาด ละเอียดอ่อน และบุคลิกภาพอันเป็นอัตลักษณ์ของท่าน... ด้วยความประเสริฐของอัลกุรอาน คัมภีร์แห่งฟากฟ้าที่แฝงไปด้วยความมหัศจรรย์ต่างๆ มากมายอย่างไม่มีสิ้นสุด คำสอนในลักษณะนี้เอง ที่ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ I ได้ชุบชีวิตใหม่ขึ้นมาท่ามกลางมนุษยชาติที่กำลังจะตกอยู่ในสภาพจวนเจียนจะหายนะ

ท่านพยายามมุ่งมั่นให้ทรัพยากรมนุษย์เหล่านั้น ซึ่งถือเป็นวัตถุดิบที่ไม่มีใครเคยล่วงรู้ถึงความสมบูรณ์มั่งคั่ง  และไม่มีใครรู้ถึงสถานที่อยู่ของมันมาก่อนเลย เสมือนเมล็ดพันธุ์ที่ถูกกดทับอยู่ใต้แผ่นดิน... และแล้วด้วยอนุมัติแห่งอัลลอฮฺ I ความศรัทธาและหลักความเชื่ออันถูกต้องก็งอกเงยขึ้นมา ณ สถานแห่งนั้น....พร้อมดวงวิญญาณใหม่ที่ถูกชุบชีวิตให้ฟื้นขึ้น   ด้วยไออุ่นของสภาพแวดล้อมและพรสวรรค์อันเปล่งประกาย    ทุกคนถูกวางตัวอย่างเหมาะสมกับสภาพที่ถูกสร้างให้มา... เป็นสถานที่ราวกับว่าไม่เคยถูกสำรวจหรือค้นพบมาก่อน... ราวกับวัตถุธาตุที่จู่ๆ ก็กลายเป็นรูปเป็นร่างที่เจริญเติบโตขึ้นและกลายเป็นมนุษย์ที่เคลื่อนไหว ... ราวกับซากศพที่เคยแน่นิ่ง แล้วกลายมามีชีวิตชีวาที่สามารถปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มภาคภูมิ... ราวกับคนตาบอดที่มองไม่เห็นหนทาง จู่ๆ ก็กลายมาเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์คอยช่วยชี้นำมนุษยชาติ

ﮗ  ﮘ ﮙ  ﮚ  ﮛ  ﮜ   ﮝ  ﮞ  ﮟ  ﮠ   ﮡ  ﮢ         ﮣ  ﮤ  ﮥ  ﮦ  ﮧ  ﮨﮩ  ﮰ  ﭼ

ความว่า “ฤาผู้ที่เคยตายสนิท ต่อมาเราทำให้เขาฟื้นชีวิตขึ้นแล้วทำให้เขามีรัศมีหนึ่งที่คอยส่องนำให้เขาเดินไปในท่ามกลางมนุษย์ จะเหมือนดั่งผู้ที่ตกอยู่ในความมืดมนไร้ซึ่งทางออกได้อย่างไรเล่า ?” (อัลอันอาม , 6 : 122 )

          ท่านมีความมุ่งมั่นทุ่มเทกับชนชาติอาหรับที่กำลังประสบความเสียหาย... รวมถึงมุ่งมั่นกับมนุษย์อื่นๆ ด้วย... เพียงไม่นานนักโลกก็พบว่า พวกเขากลายเป็นอัจฉริยะแห่งยุคสมัยหรือเป็นผู้นำมนุษยชาติไปเสียแล้ว...  อุมัร  บิน อัลค็อฏฏอบ ผู้ซึ่งเคยเป็นเพียงชายหนุ่มที่คอยเลี้ยงต้อนอูฐให้กับบิดา  เป็นบุคคลที่ค่อนข้างบึกบึน กล้าหาญคนหนึ่งของชาวกุร็อยช์... ไม่เคยถูกคาดหวังจากสังคมสำหรับดำรงตำแหน่งอันสูงๆ... และบรรดามิตรสหายก็ไม่เคยคาดคิดด้วยว่าเขาจะมีศักยภาพสักปานไหน... แต่ทันใดนั้น โลกก็ต้องตะลึงกับอัจฉริยภาพและความเป็นผู้นำของเขา  ที่แม้แต่บัลลังก์ของกษัตริย์โคสโร  ยังต้องสั่นสะเทือน

          เช่นเดียวกับคอลิด  อิบนุลวะลีด ผู้ซึ่งเป็นเพียงทหารม้าคนหนึ่งของกุร็อยช์ เป็นเด็กหนุ่มที่ช่ำชองในการรบแค่ในวงจำกัดแคบๆ ที่จำเป็นต้องมีบุคคลระดับผู้นำของกุร็อยช์คอยช่วยเหลือให้การชี้แนะเสมอ...ชื่อเสียงเรียงนามก็มิได้เป็นที่รู้จักนักในแถบอาณาเขตสมุทรอาราเบียน... แต่เมื่อเขาหันกลับมาชูดาบของพระเจ้า ทุกอย่างเบื้องหน้าก็มิอาจต้านทานเขาไว้ได้... เป็นประหนึ่งสายฟ้าผ่าที่ฟาดลงบนอาณาจักรโรมันและยังคงเหลือเป็นความจดจำอันนิรันดร์เหลืออยู่ในหน้าประวัติศาสตร์..

          ทำนองเดียวกับอะบู อุบัยดะฮฺ ผู้มีคุณลักษณะของความปรองดอง   มีสัจจะและอ่อนโยน ทำหน้าที่คุมกองทัพมุสลิม  ครั้นขึ้นดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ของกองทัพ เขาได้สร้างเกียรติประวัติเอาไว้ด้วยการขับไล่จอมทัพเฮราคลีอุส(Heraclius) ออกไปจากอาณาเขตและทุ่งหญ้าอันอุดมของเมืองชาม(ซีเรียปัจจุบัน) ได้สำเร็จ  พร้อมกับได้ทิ้งวจีอำลาอมตะหนึ่งไว้ คือ “ขอสันติภาพจงมีแด่ซีเรีย เป็นสันติภาพที่มิอาจพบได้อีกหลังจากนี้”

          และนี้คือ อัมร์  อิบนุล-อาศ ผู้ถูกนับเป็นปัญญาชนคนหนึ่งของกุร็อยช์  ที่ถูกส่งไปพร้อมคณะทูตยังประเทศอะบิสสิเนีย เพื่อเจรจาขอให้กษัตริย์ส่งบรรดาผู้อพยพชาวมุสลิมกลับมักกะฮฺ ซึ่งครั้งนั้นเขาทำงานล้มเหลว... แต่แล้วเขากลับกลายมาเป็นผู้พิชิตอียิปต์ และได้รับชัยชนะอันยิ่งใหญ่ .

          อีกท่านคือ ซะอ์ด  บินอะบีวักกอศ  บุคคลที่เราไม่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามมาก่อนเลยในประวัติศาสตร์อาหรับก่อนยุคอิสลามว่า เขาไม่เคยเป็นแม่ทัพทหารหรือหัวหน้ากองทัพใดๆ... แต่เขากลายมาเป็นผู้ทำหน้าที่เปิดเมืองต่างๆ ที่การพิชิตอิรักและอีหร่านยังต้องพึ่งพาชื่อของบุคคลผู้นี้...

          เช่นเดียวกับอะลี บินอะบีฏอลิบ, ซัลมาน อัล-ฟาริซีย์, บิลาล อัล-หะบะชีย์ , ซัยด์ บินษาบิต,  อัล-มิกดาด , อะบูอัล-ดัรดาอ์ , อัมมาร์  บินยาซิร , มุอาซ  บินญะบัล  และอุบัยย์  บินกะอับ   บรรดาบุรุษที่ถูกพัดโบกไปตามลมหายใจของอิสลาม และกลายเป็นบุคคลที่เปี่ยมไปด้วยความสมถะมักน้อย และผู้ทรงความรู้อันล้ำลึก...

          ทำนองเดียวกันกับเศาะฮาบะฮฺท่านอื่นๆ ซึ่งถูกสร้างมาภายใต้อุ่นไอแห่งการอบรมของท่านศาสนทูตผู้ไม่รู้หนังสือคือมุหัมมัด ﷺ‬ จนพวกเขากลายเป็นบรรดาศาสตราจารย์ของโลก  เป็นผู้จุดประกายความรู้ศาสตร์ต่างๆ  มีถ้อยสำนวนที่เปี่ยมไปด้วยวิทยปัญญา  ถือเป็นบุคคลที่จิตใจมีคุณธรรมที่สุด  ความรู้ลึกซึ้งที่สุดและมักน้อยที่สุด  ที่เมื่อพูดคำใดออกไป ทุกสมัยก็ต้องรับฟัง  หรือให้ข้อคิดใดๆ ออกไป ปากกาแห่งประวัติศาสตร์ก็ต้องจดบันทึก...

พวกเขาเปรียบเสมือนวงแหวนที่แทบมองไม่เห็นขอบที่บูดเบี้ยว หรือเสมือนน้ำฝนที่หลั่งโปรยลงมา จนแทบไม่อาจทราบว่าห่าแรกหรือห่าต่อมาของมันดีกว่ากัน  เป็นกลุ่มชนที่มีความเพียบพร้อมสมบูรณ์ในด้านต่างๆ ของความเป็นมนุษย์ ครอบคลุมทุกด้าน... เป็นกลุ่มชนที่ไม่พึ่งพาผู้ใด  ในขณะที่มนุษย์ทั้งหลายจำเป็นต้องพึงพาพวกเขา... พวกเขาวางรากฐานแห่งความเจริญ  และสถาปนารัฐขึ้นมาโดยไม่มีพันธะสัญญาใดๆ จึงไม่จำเป็นต้องยืมผู้เชี่ยวชาญจากประเทศไหน หรือขอความช่วยเหลือแนวการบริหารจัดการจากรัฐบาลใด... แต่พวกเขาสามารถสถาปนารัฐขึ้นมาที่แผ่ขยายอย่างกว้างขวางและยิ่งใหญ่ที่สุดมายาวนานกว่า  2  ศตวรรษ... คอยเติมเต็มในทุกๆ ความบกพร่อง  คอยบำบัดทุกข์ บำรุงสุขของประชาชนอย่างเต็มกำลังและความรับผิดชอบ...รัฐที่แผ่ขยายฐานออกไปอย่างกว้างขวางนี้ ถูกสถาปนาขึ้นมาโดยมีประชาชาติที่เพิ่งเกิดใหม่ที่คอยให้การอุปถัมภ์ค้ำจุน ประชาชาติที่แทบไม่เคยหยุดนิ่งเฉยในการกระทำความดี  ซึ่งในจำนวนนั้น มีทั้งผู้นำที่ยุติธรรม  กองคลังที่ไว้ใจได้  ผู้ตัดสินที่ซื่อสัตย์  แม่ทัพนายกองที่เคร่งครัดศาสนา   ผู้ปกครองที่นอบน้อมถ่อมตน พนักงานที่มีจิตสาธารณะ และพลทหารที่ยำเกรงพระเจ้า... ด้วยความประเสริฐของการอบรมสั่งสอนทางศาสนาที่ดำเนินอยู่ตลอด... ด้วยความประเสริฐของการเผยแผ่เชิญชวนสู่อิสลามที่ยังคงมีอยู่... เป็นวิชาหนึ่งที่ไม่เคยขาดหายไป   เป็นเสบียงอาหารที่ไม่เคยสาบสูญ  รัฐจึงยังคงถูกค้ำจุนให้ดำรงอยู่เสมอด้วยบรรดาบุรุษผู้ใฝ่อาคิเราะฮฺ ยิ่งกว่าเรื่องการเก็บส่วยภาษีจากประชาชน  พวกเขายังคงเพียบพร้อมทั้งด้านการพัฒนาเปลี่ยนแปลงและด้านการเป็นอยู่... จากจุดนี้เองการพัฒนาแบบอิสลามได้ปรากฏโฉมที่แท้จริงออกมา... และชีวิตที่มีศาสนาได้แสดงอัตลักษณ์ต่างๆ ออกมาอย่างชัดเจนที่สุดและไม่เคยสมบูรณ์เช่นนี้มาก่อนเลยในหน้าประวัติของมนุษยชาติช่วงใดๆ...

นบีมุหัมมัด ﷺ‬ ได้ใช้ลูกกุญแจแห่งการเป็นศาสนทูตไขกุญแจแห่งธรรมชาติของความเป็นมนุษย์  และแล้ว ขุมคลังแห่งปัญญาและพรสวรรค์ต่างๆ มากมายก็ถูกเปิดเผยออกมา ซึ่งด้วยอำนาจของอัลลอฮฺ I ท่านจึงสามารถโน้มน้าวให้โลกที่เคยพยศ ยอมหมุนเปลี่ยนไปในทิศทางใหม่  พร้อมกับเปิดศักราชแห่งความสันติสุข นั้นคือยุคของอิสลามที่ยังคงเป็นจุดขาวอยู่บนหน้าประวัติศาสตร์แทบเท่าทุกวันนี้...

ภายใต้การนำของผู้นำที่มีศักยภาพและประชาชาติที่ดีเลิศ โลกจึงสามารถพักผ่อนและนอนหลับอย่างสบายไร้กังวล ปลอดภัยจากการรุกรานที่โหดร้าย ประชาชนทุกหมู่เหล่าสามารถใช้ศักยภาพเต็มที่ในการพัฒนาสังคมสันติสุข ภายใต้การปกครองที่มีความเสมอภาคและยุติธรรม

الله أكبر، الله أكبر، الله أكبر، ولله الحمد

จากบทสรุปที่ผ่านมา ทำให้เราทราบว่า คุณลักษณะสำคัญของผู้นำและประชาชาติที่สามารถปฏิบัติภารกิจอันสูงส่งนี้ จะต้องประกอบด้วยคุณลักษณะอย่างน้อย 4 ประการ ได้แก่

1)      ได้รับทางนำแห่งอัลกุรอานและจริยวัตรของนบี(สุนนะฮฺ)

2)      ผ่านการอบรมบ่มเพาะด้านคุณธรรมจริยธรรมที่ถูกต้อง เข้มแข็งและต่อเนื่อง

3)      มีทัศนคติที่สมบูรณ์และครอบคลุมในทุกมิติของการพัฒนา

4)      มีทัศนคติที่ดีต่อการเมืองการปกครอง

ดังนั้น ณ มิมบัรฺแห่งนี้ ขอเชิญชวนพี่น้องทุกท่าน ลองทบทวนสังคมเราในปัจจุบันว่า ทั้งผู้นำและประชาชนมีคุณสมบัติทั้ง 4 ประการหรือไม่อย่างไร

ผู้นำเกือบทุกระดับ แม้กระทั่งผู้นำระดับครอบครัว ท้องถิ่นและระดับชาติ ยังไม่ได้รับทางนำแห่งอัลกุรอานที่เข้มข้นพอ ไม่เคยผ่านการอบรมบ่มเพาะด้านคุณธรรมจริยธรรมที่ต่อเนื่อง มีทัศนคติที่คลาดเคลื่อนในทุกมิติของการพัฒนา และมองว่าการเมืองการปกครองคือทรัพย์เชลยที่ต้องแก่งแย่งชิงดีกัน ดังนั้น จึงไม่แปลกที่สังคมเรา จะอุดมไปด้วยผู้นำที่ขาดภาวะผู้นำ กอบโกยผลประโยชน์แก่ตนเองและเพื่อนพ้อง และไม่ยินดียินร้ายกับคำเตือนของนบีมุหัมมัด ﷺ‬ เลย ที่กล่าวว่า

«مَا مِنْ وَالٍ يَلي رَعِيَّةً مِنَ المُسْلِمِين فَيَمُوتُ وَهُوَ غَاشٌّ لَهُم إِلا حَرَّمَ اللهُ عَلَيْهِ الْجَنَّةَ»

ความว่า : ไม่มีผู้ปกครองคนใดที่รับผิดชอบบริหารจัดการในกิจการของมุสลิม แล้วเขาสิ้นชีวิตในสภาพที่ฉ้อฉลหลอกลวงประชาชนของเขา เว้นแต่อัลลอฮฺจะห้ามเขามิให้เข้าสวรรค์ (รายงานโดยอัลบุคอรีย์ /7151)

แม้กระทั่งการได้มาของผู้นำก็เป็นที่ข้อกังขา การซื้อสิทธิ์ขายเสียง กลับกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว นบีมุหัมมัด ﷺ‬ เคยยับยั้งมิให้คนที่ร้องขอ ขึ้นดำรงตำแหน่งที่เขาหมายปอง พร้อมกล่าวความว่า

“เราจะไม่แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง สำหรับผู้ที่ร้องขอ และผู้ที่กระสันอยากจะได้” (บันทึกโดยอัลบุคอรีย์/7149)

การคอร์รัปชั่นถือเป็นบาปใหญ่ที่อัลลอฮฺ I และศาสนทูตของพระองค์ ได้สาปแช่งไว้ ดังที่มีหะดีษกล่าวความว่า

“การสาปแช่งของอัลลอฮฺจะบังเกิดขึ้นทั้งผู้จ่ายสินบนและผู้รับสินบน”(รายงานโดยอิบนุมาญะฮฺ /2401)

“ท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺได้สาปแช่งทั้งผู้จ่ายสินบนและผู้รับสินบน” (รายงานโดยอัตติรมิซีย์ /1387)

ท่านทั้งหลายลองคิดดูว่า หากสังคมใดที่อัลลอฮฺ I และศาสนทูตของพระองค์สาปแช่งแล้ว สังคมนั้นจะอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขได้อย่างไร

ยังไม่รวมถึงพฤติกรรมการแต่งตั้งผู้นำของประชาชนทั่วไป ที่มักเลือกพี่น้องผองเพื่อน ญาติสนิทมิตรสหาย โดยไม่คำนึงถึงความเหมาะสมด้านอื่นๆ ใดๆ เลย และไม่แยแสกับคำเตือนของนบีมุหัมมัด ﷺ‬ ซึ่งได้กล่าวความว่า

          “ผู้ใดที่แต่งตั้งชายคนหนึ่ง (ให้ปฏิบัติหน้าที่) ในกลุ่มชนหนึ่ง ทั้งที่ในกลุ่มชนนั้น มีบุคคลอื่นที่อัลลอฮฺพอใจยิ่งกว่า (มีความเหมาะสมกว่า ณ อัลลอฮฺ) ผู้นั้นย่อมทรยศต่ออัลลอฮฺ ทรยศต่อศาสนทูตของพระองค์ และทรยศต่อบรรดาศรัทธาชน” (รายงานโดยอัลหากิม /7123)

            ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีว่า สังคมอุดมด้วยอบายมุข ยาเสพติดเต็มบ้านเต็มเมือง ครอบครัวไร้ความอบอุ่น เยาวชนมีปัญหา ผู้ใหญ่ไม่รับผิดชอบ ผู้นำที่ไร้ภาวะผู้นำ ประชาชนที่หลงระเริงกับกลลวงชัยฏอน สังคมไร้เจ้าภาพที่จะสกัดกั้นการไหลทะลักของวัฒนธรรมไร้ศาสนา เยาวชนถูกมอมเมาด้วยวาทกรรมชัยฏอนที่ชักนำพวกเขาให้ซึมซับแนวคิดเซ็กส์เสรีตั้งแต่เยาว์วัย เจตนาที่แท้จริงที่มีการโหมโรงโฆษณาเรื่อง“ยืดอกพกถุง” คงไม่มีอะไรนอกจาก ต้องการหว่านล้อมชักจูงลูกหลานเราให้หมกมุ่นกับแนวคิดเซ็กส์เสรีอย่างแยบยลและแนบเนียนที่สุด สังคมในภาพรวมยังทำตัวไม่รู้ร้อนกับสิ่งเหล่านี้ โดยลืมคำเตือนของนบีมุหัมมัด ﷺ‬ ที่กล่าวความว่า

          “ขอสาบานด้วยอัลลอฮฺ ที่ชีวิตฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ ท่านทั้งหลายต้องกำชับใช้ในสิ่งดี และสั่งห้ามสิ่งชั่วร้าย หรืออัลลอฮฺจะส่งการโทษทัณฑ์จากพระองค์ แล้วท่านทั้งหลายก็จะขอดุอาต่อพระองค์ แต่ดุอาของท่านจะไม่เป็นที่ตอบรับแล้ว” (รายงานโดยอัตติรมิซีย์ /2323)

          ดังนั้น เราทุกคนต้องเชื่อมั่นว่า ประชาชาตินี้จะไม่สามารถพัฒนาสู่ความดีงามได้ เว้นแต่ด้วยสิ่งที่ทำให้ประชาชาติยุคก่อนได้ประสบกับความดีงามมาแล้ว ด้วยคุณสมบัติทั้ง 4 ประการข้างต้นเท่านั้น ที่ประชาชาติมุสลิมสามารถลุกขึ้นจากการหลับใหลและสามารถปฏิบัติภารกิจอย่างสมบูรณ์

          ทุกภาคส่วนไม่ว่าทั้งภาครัฐและเอกชน องค์กรหรือปัจเจก จำเป็นต้องทุ่มเทศักยภาพที่มีอยู่ ทั้งกำลังความคิด กำลังแรงและกำลังทรัพย์ ในการยกระดับและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างจริงใจและจริงจัง ให้ความสำคัญกับอนุชนรุ่นหลังที่ต้องได้รับการอบรมบ่มเพาะด้วยวิถีอิสลามที่ถูกต้อง ครอบคลุม สมบูรณ์และต่อเนื่อง มีจิตสาธารณะ ใฝ่สันติ ไม่สุดโต่ง และมองโลกเป็นเวทีแห่งการแข่งขันทำความดี ไม่ใช่เป็นสังเวียนแห่งการทะเลาะเบาะแว้ง รบราฆ่าฟันกันอย่างไม่รู้จักจบ

ﭞ  ﭟ  ﭠ  ﭡ  ﭢ  ﭣ  ﭤ      ﭥ  ﭦ  ﭧ   ﭨ  ﭩﭪ  ﭫ  ﭬ   ﭭ  ﭮ  ﭯ  ﭰ  ﭱﭲ  ﭳ  ﭴ    ﭵ  ﭶ  ﭷ  ﭼ آل عمران 110

بَارَكَ اللهُ لِى وَلَكُمْ فِى الْقُرْءَآنِ الْعَظِيْمِ، وَنَفَعَنِى وَإِيَّاكُمْ بِمَا فِيْهِ مِنَ الآيَاتِ وَالذِّكْرِ الْحَكِيْمِ، وَتَقَبَّلَ مِنِّىْ وَمِنْكُمْ تِلاَوَتَهُ، إِنَّهُ هُوَ السَّمِيْعُ الْعَلِيْمُ. أَقُوْلُ قَوْلِى هَذَا، وَأَسْتَغْفِرُ اللهَ الْعَظِيْمَ لِى وَلَكُمْ، وَلِسَائِرِ الْمُسْلِمِيْنَ وَالْمُسْلِمَاتِ، وَالْمُؤْمِنِيْنَ وَالْمُؤْمِنَاتِ، فَاسْتَغْفِرُوْهُ إِنَّهُ هُوَ الْغَفُوْرُ الرَّحِيْمُ.

ส่งฟีดแบ็ก