มุสลิมใหม่ สุลัยมาน นูรุลอามีน : อิสลามเป็นมากกว่าศาสนา

คำอธิบาย

เรื่องราวการรับอิสลามของ สุลัยมาน นูรุลอามีน กับทัศนะที่ค่อยๆ เปลี่ยนไปจนกลายเป็นความเชื่อมั่น เมื่อได้สัมผัสกับอิสลาม ศาสนาแห่งอัลลอฮฺพระผู้เป็นเจ้าพระองค์เดียว

Download
กรุณาเขียนความคิดเห็นถึงผู้ดูแล

รายละเอียดแบบเต็ม

    อิสลามเป็นมากกว่าศาสนา : มุสลิมใหม่ สุลัยมาน นูรุลอามีน

    ﴿المسلم الجديد سليمان جانتراكيت﴾

    ] ไทย – Thai – تايلاندي [

    เว็บไซต์อิสลามมอร์

    ผู้ตรวจทาน : ทีมงานภาษาไทยเว็บอิสลามเฮ้าส์

    ที่มา : www.islammore.com

    2010 - 1432

    ﴿المسلم الجديد سليمان جانتراكيت﴾

    « باللغة التايلاندية »

    موقع إسلام مور

    مراجعة: فريق اللغة التايلادية بموقع دار الإسلام

    المصدر: www.islammore.com

    2010 - 1432

    ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่งเสมอ

    มุสลิมใหม่ สุลัยมาน นูรุลอามีน

    ประวัติส่วนตัว

    - ชื่อนายสุลัยมาน นูรุลอามีน

    - ชื่อสกุลเดิม สุเชษฐ จันทรเกต

    - ภูมิลำเนาเดิมอยู่จังหวัดตรัง

    - มีพี่น้อง 6 คนเป็นบุตรคนสุดท้อง

    - ปัจจุบันอยู่ที่จังหวัดปัตตานี

    ชีวิตวัยเด็กถูกแยกเลี้ยงกับพี่ๆ น้องๆ ผมถูกเลี้ยงดูโดยคุณย่าและอาม่า ที่มีเชื้อสายจีน ฐานะค่อนข้างดี ส่วนพี่ๆ ถูกเลี้ยงดูโดยคุณยายที่เชื้อสายมุสลิมชาวเล (เนื่องจากคุณปู่ของคุณยายเป็นมุสลิมชาวเล) ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวเป็นแบบต่างคนต่างอยู่

    เนื่องจากพ่อแม่มีอาชีพขับรถประจำทาง ต้องเดินทางตลอด ทำให้ไม่มีเวลาดูแลลูกๆ มากนัก ชีวิตความเป็นอยู่ของผมพูดได้ว่า ค่อนข้างสบายไม่เคยลำบาก จนกระทั่งคุณย่าของผมเสียชีวิตไป แล้วตามด้วยอาม่าอีก 45 วันต่อมา ซึ่งตอนนั้นผมเพิ่งเรียนจบปริญญาตรี และเพิ่งเริ่มทำงาน เพราะมัวแต่ห่วงเรื่องงานจึงเป็นสาเหตุให้ผมต้องพลัดพรากจากคุณย่าผมตลอดไป เพราะคุณย่าท่านเสียชีวิตก่อนที่ผมจะกลับไปเยี่ยมท่าน

    หลังจากนั้นชีวิตผมต้องเดินอย่างโดดเดี่ยวมีครอบครัวก็รู้สึกว่าไม่มี เนื่องจากพ่อกับแม่มีปัญหากันอยู่ ในช่วงนั้น ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร จนกระทั่งได้พบกับหญิงมุสลิมคนหนึ่งที่น่ายกย่อง เป็นคนชี้นำให้ผมได้รับฮิดายะฮฺจากอัลลอฮฺให้ผมได้พบเส้นทางสายใหม่ อัลหัมดุลิลลาฮฺ(ขอบคุณอัลลอฮฺ) นั่นคือเส้นทางอิสลาม ทำให้ทุกวันนี้ชีวิตมีความสุขมากทั้งต่อตนเองและครอบครัว และได้มีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นอีก 1 คน เป็นริสกี(ความเอื้อเฟื้อกรุณา)ที่พระองค์อัลลอฮฺ มอบให้กับผม


    Islammore : มุมมองเกี่ยวกับมุสลิมก่อนที่จะรู้จักศาสนาอิสลาม ?

    Sulaiman : ก่อนที่จะเข้ารับอิสลาม.... ที่จริงผมมีเพื่อนมุสลิมเยอะมาก รวมทั้งมีพี่สาวคนกลางเข้ารับอิสลามด้วย ทำให้ชีวิตวนเวียนอยู่กับอิสลามเป็นทุนเดิมอยู่ สมัยเรียนมัธยมก็มีเรียนวิชาพระพุทธศาสนา ซึ่งในท้ายเล่มจะมีเนื้อหาสอดแทรกศาสนาอื่นด้วย ทำให้รู้ว่าศาสนาอิสลามมี อัลลอฮฺเป็นพระผู้เจ้า และมีท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เป็นศาสดา มีการปฏิบัติศาสนกิจโดยการละหมาดห้าเวลา, ถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน และไปประกอบพิธีหัจญ์ที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย ซึ่งก็แค่ความรู้พื้นฐานทั่วไปเท่านั้น

    แต่คนแถวบ้านมักจะรู้จักศาสนาอิสลามส่วนใหญ่คือ รู้ว่าคนมุสลิมไม่กินหมู ผู้ชายที่แก่กว่าเราเรียกว่า “บัง” สถานที่ใช้ละหมาดเรียกว่า “สุเหร่า” และคนจังหวัดตรังมักเรียกคนที่เป็นมุสลิมว่า “แขก” และที่รู้จักกันดีคือ คนมุสลิมมักจะมีวิถีชีวิตแบบเรียบง่าย มีกรอบหรือแนวทางที่แน่นอน

    Islammore : เหตุผลในการเปลี่ยนศาสนา และระยะเวลาในการเปลี่ยนศาสนา ?

    Sulaiman : สาเหตุคือการแต่งงานหรือการนิกะห์ ระยะเวลาในการเข้ารับอิสลาม ปัจจุบันนี้เกือบจะครบ 4 ปีแล้ว แต่เส้นทางไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะว่าภรรยาของผมเป็นมุสลิมจากจังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นดินแดนที่มีอารยธรรมและวัฒนธรรมที่เก่าแก่และเข้มงวดเรื่องศาสนา เริ่มคบแรกๆไม่ได้ปิดบังใคร พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายรับทราบหมด แต่แม่ของฝ่ายหญิงค่อนข้างที่จะไม่อยากให้คบกัน เพราะกลัวว่าผมจะเป็นมุสลิมไม่ได้ กลัวจะกลับไปนับถือศาสนาพุทธอีก ที่สำคัญกลัวคนอื่นๆ ตำหนินินทาว่าได้คนต่างศาสนามาเป็นลูกเขย และนั่นเป็นเสมือนสิ่งทดสอบผม

    หลังจากนั้น ผมจึงเริ่มศึกษาศาสนาอย่างจริงจัง เริ่มจากไม่กินหมู ไม่ไหว้พระ และอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม และผมต้องย้ายไปทำงานที่เกาะสมุย จึงได้รู้จักกับเพื่อนมุสลิมทำงานที่เดียวกัน และเขาเป็นคนที่เริ่มสอนผมให้รู้จักศาสนาอิสลามมากขึ้น จากที่รู้เฉพาะในหนังสือเริ่มด้วยการอาบน้ำละหมาด สอนวิธีการละหมาดที่ถูกต้อง และพาไปรู้จักผู้รู้จึงได้แลกเปลี่ยนแนวคิด ได้สอนการใช้ชีวิตของคนมุสลิมรวมถึงการปฏิบัติตัวต่างๆ จนกระทั่งทำให้ผมเริ่มศรัทธาในอิสลามมากขึ้น โดยเฉพาะการมีอยู่ของพระองค์อัลลอฮฺองค์เดียวเท่านั้น และรู้ถึงความเป็นอิสลามที่เป็นมากกว่าศาสนา กล่าวคืออิสลามเป็นวัฒนธรรมหรือวิถีแห่งการดำเนินชีวิตที่วางรูปแบบแห่งพฤติกรรมของมุสลิมไว้ตั้งแต่เกิดจนตาย ตั้งแต่ตื่นจนหลับ ผมได้ใช้ชีวิตอยู่ที่เกาะสมุยสองปี จนกระทั่งแม่ของเธอเข้าใจและยอมรับในความตั้งใจจริง ผมจึงเข้ารับอิสลามอย่างสมบูรณ์ และเราจึงได้แต่งงานกัน ปัจจุบันเกือบ 4 ปีแล้ว

    Islammore : อะไรในตัวของผู้หญิงมุสลิม(ภรรยา)ที่ทำให้คุณสนใจในศาสนาอิสลาม ?

    Sulaiman : ผมคิดว่า สิ่งที่ทำให้ผมประทับใจแรกในผู้หญิงมุสลิม (ภรรยา) คือ เรื่องของการปฏิบัติตัวที่เคร่งครัดโดยเฉพาะเรื่องของเวลา ไปไหนต้องยึดเวลาเป็นสำคัญเพื่อไม่ให้เสียเวลาทำละหมาด เธอเป็นคนไม่ชอบเที่ยว ต่างจากผมอย่างสิ้นเชิงในตอนแรก และจะทำอะไรก็ต้องถูกหลักศาสนา เช่น ทานอาหารต้องถูกหลักฮาลาล หรืออะไรที่เป็นหะรอมเธอมักจะเตือนผมอยู่ตลอด ทำให้ผมเริ่มมีแนวคิดว่า เมื่อก่อนผมทำตัวไร้สาระปล่อยให้เวลาผ่านไปเฉยๆ โดยไม่ทำประโยชน์อะไรเลย

    นอกจากนั้น ผมได้เห็นความอดทนของเธอเวลาเข้าสู่ช่วงการถือศีลอด ในใจตอนนั้นคิดเลยว่า “ทำได้อย่างไร” ไม่กินไม่ดื่มอะไรเลย ตั้งแต่เช้าจนเย็น จนได้ลองทำดู และทำให้ผมได้รู้ผลลัพธ์ว่า การงดดื่มกินและละเว้นการประพฤติผิดต่างๆ เป็นอย่างไร ต้องใช้ความอดทนอย่างสูงในการต่อสู้กับความหิวและอารมณ์ที่แปรปรวนต่างๆ ซึ่งถ้าเราไม่มีศรัทธาจริงๆ ผมเชื่อว่าทำไม่ได้หรอก แล้วคนที่เค้าลำบากยากแค้นกว่าเรา เค้าต้องทนทุกข์ทรมานขนาดไหน

    Islammore : ปัญหาและอุปสรรคหลังจากเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม ?

    Sulaiman : ปัญหาที่พบในตอนแรกคือ พูดภาษามลายู (ยาวี) ไม่ได้เลย เพราะว่าคนมุสลิมที่ปัตตานี มักจะพูดภาษามลายูเป็นภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เพราะคนมุสลิมที่นี่ต้องพูดภาษามลายูเท่านั้น ถ้าพูดไม่ได้จะถูกหัวเราะเยาะ ซึ่งผมก็งงอยู่ แต่ตอนนี้ก็พอพูดได้บ้างแล้ว

    สิ่งที่เป็นปัญหาคือ การอ่านคัมภีร์อัลกุรอานเป็นภาษาอาหรับ ผมยังอ่านไม่ได้ เพราะออกเสียงรู้สึกว่าเพี้ยน เนื่องจากลิ้นแข็งก็พยายามฝึกไปเรื่อยๆ (อินชาอัลลอฮฺ) ค้วยความเมตตาจากพระองค์ผมคงจะสามารถทำได้

    ปัญหาอีกอย่างหนึ่งก็คือการปรับตัวให้เข้ากับคนในพื้นที่ ตอนแรกก็กลัวเหมือนกันเนื่องจากเราเป็นคนต่างถิ่น ประกอบกับเหตุการณ์ในพื้นที่ทำให้ต้องระวังเป็นพิเศษ แต่ด้วยความเป็นมุสลิมเหมือนกันมีวิถีชีวิตที่แน่นอน ทำให้ผมสามารถปรับตัวเข้าได้

    Islammore : หลังจากเข้ารับอิสลาม มีอุปสรรคอะไรเกิดขึ้นบ้างจากครอบครัวเดิม ?

    Sulaiman : อุปสรรคก็มีบ้างในเรื่องของการกิน เพราะเวลากลับบ้านผมมักจะไม่กินข้าวที่บ้าน จะแยกตัวออกไปกินที่ร้านอาหารมุสลิมข้างบ้าน และเวลากลับบ้านผมมักไม่นอนค้างคืนที่บ้านพ่อแม่ เพราะเป็นห่วงลูก ลูกยังเล็ก ภรรยาดูแลไม่ทัน ส่วนใหญ่จะไปแบบเช้าเย็นกลับหรือจะกลับตอนกลางคืนเลย ซึ่งพ่อแม่ก็เข้าใจดี เพราะมีลูกเข้ารับอิสลามตั้ง 2 คนแล้ว ส่วนเพื่อนฝูงที่เคยคบกันสมัยตอนเด็กจนถึงวัยรุ่น ก็ยังคบกันอยู่ แต่ต่างคนต่างก็ทำหน้าที่ของตัวเอง ยกเว้นเวลามีงานก็จะเจอกันบ้าง

    Islammore : อะไรที่ทำให้คุณเชื่อมั่นและศรัทธาในศาสนาอิสลาม ?

    Sulaiman : สิ่งที่ได้ถูกกล่าวไว้ในคัมภีร์อัลกุรอ่าน ทั้งเรื่องที่เกี่ยวกับการสร้างโลก การกำเนิดมนุษย์ การกล่าวถึงโรคภัยต่างๆ ที่เป็นจุดเริ่มต้นของวิทยาการทางการแพทย์ในปัจจุบัน การแตกสลายของโลกหรือที่รู้จักกันคือ วันกิยามะฮฺ เป็นต้น ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่มีสิ่งใด เทคโนโลยีใดหรือวิทยาศาสตร์แขนงใดสามารถพิสูจน์ได้ เพราะสิ่งเหล่านี้ถูกกำหนดมาจากองค์อัลลอฮฺองค์เดียวเท่านั้น ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนพระองค์จะคอยดูเราอยู่ตลอดเวลา

    Islammore : คุณคิดว่าหลังจากการเปลี่ยนศาสนาแล้ว ชีวิตคุณจะเป็นอย่างไร ?

    Sulaiman : ชีวิตผมมีความสุข มีจิตใจที่สงบร่มเย็น มีแนวทางที่ชัดเจนและมีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน รวมถึงการปฏิบัติต่างๆ ไม่ลุ่มหลง ไม่ประมาทในการใช้ชีวิต ไม่ ยึดติดในโลกดุนยานี้ การดำเนินชีวิตมีขอบเขตหรือกรอบที่แน่นอน ไม่ปล่อยวิถีให้ดำเนินไปตามอำเภอใจหรือขึ้นอยู่กับภาวะอารมณ์แห่งอารมณ์ เพราะสิ่งที่เราปฏิบัติในโลกนี้นั้นจะถูกใช้เป็นเสบียงในโลกหน้า

    Islammore : สภาพแวดล้อมในสังคมมลายู แตกต่างจากที่เคยพบเจออย่างไร ในหน้าที่การงาน ?

    Sulaiman : สังคมที่นี่ (มลายู) เป็นสังคมที่มีวัฒนธรรมมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สภาพสังคมไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงมากนักและมักยึดติดกับประเพณีเดิมๆ มีมัสยิดสวยๆ หลายแห่งและเก่าแก่มีอยู่มาก ส่วนภาษาพูดจะพูดภาษามลายูหรือยาวีเป็นหลัก ภาษาที่ใช้เขียนก็เป็นภาษายาวี (ส่วนใหญ่จะเป็นคนแก่หรือระดับครูสอนศาสนา) ดังนั้นจากที่ผมได้มาอาศัยอยู่เกือบ 4 ปีบอกได้ว่าแตกต่างจากสังคมที่ผมเคยอยู่มาก ที่เด่นชัดมากคือพอถึงเวลาละหมาดจะได้ยินเสียงอาซานทั่วทั้งเมืองเลย

    ส่วนการแต่งกายผู้ชายส่วนใหญ่มักจะนุ่งผ้าโสร่งและใส่หมวกกะปิเยาะติดศรีษะตลอด เวลาไปไหนมาไหน มิใช่เพียงเพื่อไปประกอบศาสนกิจเพียงอย่างเดียวเหมือนที่อื่น ส่วนผู้หญิงก็คลุมผ้าฮิญาบเรียบร้อยดี (แต่ก็มีบ้างที่ไม่ค่อยเรียบร้อย) เมื่อก่อนที่ผ่านมาส่วนใหญ่ผู้ชายและผู้หญิงมุสลิมมักจะไม่เคร่งครัดเรื่องการแต่งตัว ผู้ชายแต่งตัวตามสบาย ขาสั้นก็มี ผู้หญิงมุสลิมไม่คลุมผ้าฮิญาบหรือใส่เสื้อผ้ารัดรูปก็มี บางครั้งก็แยกไม่ออกว่า เป็นมุสลิมเสียด้วยซ้ำ

    ปัจจุบัน ผมทำงานเป็นลูกจ้างเหมาบริการของหน่วยงานราชการต้องออกไปเก็บข้อมูลอยู่ ประจำ จึงมักได้สัมผัสสภาพแวดล้อมสังคมแบบมุสลิมสามจังหวัดชายแดนใต้ จากไม่ค่อยรู้เรื่องจนตอนนี้คิดว่าก็พอจะกลมกลืนไปกับสังคมที่นี่ได้บ้าง ถ้าให้กลมกลืนต้องพูดภาษามลายูได้จะดีมาก

    Islammore : คนที่พูดภาษามลายู กับคนที่พูดภาษามลายูไม่ได้ การปฏิบัติศาสนกิจทางศาสนาแตกต่างกันหรือไม่ ?

    Sulaiman : ผมคิดว่าไม่แตกต่างกันนะ แต่เวลาไปละหมาดวันศุกร์ จะมีการอ่านคุฎบะฮฺเป็นภาษามลายูหรือยาวีทำให้ไม่ค่อยเข้าใจ แต่ก็พยายามตั้งใจฟัง คำไหนไม่รู้จะจำไว้แล้วค่อยมาถามพี่ๆ ที่ทำงานอีกที

    Islammore : อยากฝากบอกอะไรถึงพี่น้องมุสลิม และสังคมมุสลิมของเรา ?

    Sulaiman : ปัจจุบันนี้ โลกของเราเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว มีวัฒนธรรมและเทคโนโลยีและสิ่งอำนวยความสะดวกเกิดขึ้นอย่างมากมาย ทำให้สังคมและวัฒนธรรมต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ทั้งทางที่ดีและไม่ดี ผมจึงอยากให้พี่น้องมุสลิมทุกคนรวมทั้งตัวผม มีอีหม่าน(ความศรัทธา)ที่เข้มแข็ง ไม่หลงงมงายไปกับกระแสโลกาวิวัฒน์ที่เปลี่ยนแปลงไป

    ผมอยากให้กำลังใจพี่น้องมุสลิมทุกคน ให้มีพลังใจที่เข้มแข็งอดทนต่อการทดสอบจากอัลลอฮฺ และยอมรับในสิ่งที่พระองค์ทรงกำหนด รวมถึงมีตักวา (เกรงกลัว) ต่อองค์อัลลอฮฺ เพราะฉะนั้นจงอย่าได้กลัวที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณเพื่ออัลลอฮฺ และอยากให้พี่น้องมุสลิมทุกคนช่วยกันตักเตือน ชี้แนะสะกิดพี่น้องมุสลิมของเราที่กำลังหลงผิด กำลังเดินทางสู่ขุมนรก ด้วยการเตือนสติให้เขาสำนึกและกลับมาอยู่บนเส้นทางของอัลลอฮฺต่อไป อินชาอัลลอฮฺ

    Islammore : ได้รับอะไรจากหลักคำสอนของศาสนาพุทธบ้างหรือไม่?

    Sulaiman : หลักคำสอนศาสนาพุทธกับอิสลามมีอย่างหนึ่งที่ผมคิดว่าแตกต่าง ที่เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนก็คือ ศาสนาพุทธมีความเชื่อในภูตผีวิญญาณหรือสิ่งเร้นลับต่างๆ จึงมักจะมีการใช้ไสยศาสตร์มนต์ดำเข้ามาในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ หรือการกราบไหว้สิ่งแปลกประหลาดดังที่เราได้ยินได้เห็นจากสื่อต่างๆ ซึ่งการปฏิบัติแบบนี้อยู่นอกเหนือจากหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น แต่หลักการอิสลามไม่มีสิ่งเหล่านั้นเลย และสิ่งผมได้จากหลักคำสอนของศาสนาพุทธคงจะเป็นเรื่องของการยึดมั่นอยู่ในความดี ไม่เบียดเบียนใคร

    Islammore : เรื่องอื่นๆ ที่บอกเล่าเรื่องราว เพื่อเป็นข้อคิดให้กับสังคมโดยทั่วไป

    Sulaiman : เราทุกคนรู้ว่าศาสนาคือที่พึ่งทางใจ ศาสนาเกิดจากศาสดา จากพระเจ้า ธรรมะหรือหลักคำสอนในแต่ละศาสนาย่อมเกี่ยวพันและเป็นสัจธรรมของชีวิต การปฏิบัติธรรมตามคำสอนของศาสนาที่แต่ละคนเชื่อถือ ศรัทธา ย่อมนำไปสู่ความสุข ความเจริญ และเป็นแนวทางของการสร้างความสันติ ทำให้เกิดคุณค่า ผลบุญแก่ทุกชีวิต และเป็นเสมือนแสงสว่าง เป็นที่พึ่งทางใจที่สามารถยึดเหนี่ยวได้ ดังนั้น ทุกศาสนาล้วนสอนคนให้เป็นคนดี แม้จุดหมายปลายทางจะแตกต่างกันบ้างก็ตาม

    สุดท้ายนี้ ... ผมขอดุอาอ์ให้องค์พระผู้อภิบาล อัลลอฮฺโปรดประทานอิหม่านที่เข้มแข็งให้ผม ครอบครัวและพี่น้องมุสลิมทั้งหลายให้เป็นมุสลิมที่ดี(ศอลิหฺ) และโปรดประทานอภัยในสิ่งที่ผมได้กระทำผิดไปในสิ่งที่ยังไม่รู้ด้วยเถิด...อามีน

    Islammore : การเผยแพร่ศาสนาที่ถูกต้องคือการแสดงแบบอย่างที่ดี การดำเนินวิถีชีวิตในรูปแบบอิสลามคือการเผยแพร่ศาสนาที่ดีที่สุด และได้ผลมากกว่าวิธีใดๆ

    ขออัลลอฮฺประทานพรให้ครอบครัวของสุลัยมาน มีความสุขอยู่ในหนทางที่ถูกต้อง มีอิหม่านที่เข้มแข็ง และมีความปลอดภัยจากชัยฏอน มารร้ายทั้งปวง อามีน ยารอบบัลอาลามีน

    1/10/2510

    คัดจาก

    http://www.islammore.com/main/content.php?page=sub&category=43&id=2414

    ส่งฟีดแบ็ก