หนังสั้นโจมตีอิสลามจากประเทศฮอลแลนด์ ข้อคิดเห็น คำวิจารณ์ และคำชี้แนะ

คำอธิบาย

คำถาม : ไม่นานมานี้ได้มีการเผยแพร่หนังจากประเทศฮอลันดาที่โจมตีอิสลามและมุสลิม ด้วยการกล่าวหาว่าพวกเขาเป็นผู้ก่อการร้าย ท่านจะชี้แนะสังคมมุสลิมเราอย่างไรบ้างเกี่ยวกับเรื่องนี้ ?

Download
กรุณาเขียนความคิดเห็นถึงผู้ดูแล

รายละเอียดแบบเต็ม

    หนังสั้นโจมตีอิสลามจากประเทศฮอลแลนด์ คำวิจารณ์ และคำชี้แนะ

    [ ไทย ]

    الفيلم الهولندي المسيء للإسلام تعليق، ونقد، وتوجيه

    [ باللغة التايلاندية ]

    www.islamqa.com

    موقع الإسلام سؤال وجواب

    แปลโดย: ซุฟอัม อุษมาน

    ترجمة: صافي عثمان

    ตรวจทาน: อุษมาน อิดรีส

    مراجعة: عثمان إدريس

    สำนักงานความร่วมมือเพื่อการเผยแพร่และสอนอิสลาม อัร-ร็อบวะฮฺ กรุงริยาด

    المكتب التعاوني للدعوة وتوعية الجاليات بالربوة بمدينة الرياض

    1429 – 2008

    หนังสั้นโจมตีอิสลามจากประเทศฮอลแลนด์ คำวิจารณ์ และคำชี้แนะ

    คำถาม : ไม่นานมานี้ได้มีการเผยแพร่หนังจากประเทศฮอลันดาที่โจมตีอิสลามและมุสลิม ด้วยการกล่าวหาว่าพวกเขาเป็นผู้ก่อการร้าย ท่านจะชี้แนะสังคมมุสลิมเราอย่างไรบ้างเกี่ยวกับเรื่องนี้ ?

    คำตอบ

    อัลหัมดุลิลลาฮฺ

    หนึ่ง : แท้จริงความขัดแย้งระหว่างสัจธรรมและความไม่ถูกต้องนั้นมีนมนาน และเหล่าผู้สนับสนุนความไม่ถูกต้องยังคงตั้งหน้าต่อต้านสัจธรรมทุกยุคทุกสมัย ทว่าอัลลอฮฺก็ได้ทำให้พวกเขาอดสูด้วยพลังแห่งความถูกต้อง อัลลอฮฺได้นำสัจธรรมมาลบล้างอธรรม มันได้หักล้างทำลายจนกระทั่งอธรรมนั้นหดหายไป

    นับตั้งแต่ครั้งที่อิบลีสฝ่าฝืนและไม่ยอมรับบัญชาของอัลลอฮฺที่สั่งให้อิบลีสกราบต่ออาดัม แต่นั้นมา แผนการเพื่อทำลายสัจธรรมและผู้สนับสนุนสัจธรรมก็เริ่มขึ้น อิบลีสต่อรองจากพระผู้เป็นเจ้าให้ประวิงเวลาลงโทษ ไม่ใช่เพื่อกลับตัวกลับตน แต่เพื่อวางอุบายและหาพรรคพวกของมันเพิ่มขึ้น เพื่อจะได้เข้านรกพร้อมๆ กันกับมัน แล้วในนรกนั่นเองที่มันจะยืนขึ้นเพื่อกล่าวว่า

    «إِنَّ اللَّهَ وَعَدَكُمْ وَعْدَ الْحَقِّ وَوَعَدْتُكُمْ فَأَخْلَفْتُكُمْ وَمَا كَانَ لِيَ عَلَيْكُمْ مِنْ سُلْطَانٍ إِلَّا أَنْ دَعَوْتُكُمْ فَاسْتَجَبْتُمْ لِي فَلا تَلُومُونِي وَلُومُوا أَنْفُسَكُمْ مَا أَنَا بِمُصْرِخِكُمْ وَمَا أَنْتُمْ بِمُصْرِخِيَّ إِنِّي كَفَرْتُ بِمَا أَشْرَكْتُمُونِ مِنْ قَبْلُ إِنَّ الظَّالِمِينَ لَهُمْ عَذَابٌ أَلِيمٌ» (إبراهيم : 22)

    ความว่า “และชัยฏอนได้กล่าวเมื่อการงานได้ถูกตัดสินแล้วว่า แท้จริงอัลลอฮฺได้ทรงสัญญาพวกท่านซึ่งเป็นสัญญาแห่งความจริงและฉันได้สัญญาพวกท่านแล้วฉันได้บิดพลิ้วพวกท่าน ฉันไม่มีอำนาจใดๆ เหนือพวกท่าน นอกจากฉันได้เรียกร้องพวกท่าน แล้วพวกท่านก็ตอบสนองฉัน ดังนั้นพวกท่านอย่าได้ประณามฉัน แต่ทว่าจงประณามตัวพวกท่านเอง ฉันไม่อาจร้องทุกข์แทนพวกท่านได้ และพวกท่านก็ไม่อาจ ร้องทุกข์แทนฉัน (จากการลงโทษของอัลลอฮฺ) ได้ แท้จริงฉันได้ปฏิเสธต่อสิ่งที่พวกท่านตั้งฉันให้เป็นภาคี(กับอัลลอฮฺ)แต่ก่อนนี้ แท้จริงบรรดาผู้อธรรมนั้น สำหรับพวกเขาคือการลงโทษอย่างเจ็บปวด” (อิบรอฮีม 22)

    สอง : อิสลามผ่านการถูกทดสอบด้วยอุบายและแผนการใหญ่หลวงมามากมาย ทว่าอัลลอฮฺทรงปกป้องและพิทักษ์ศาสนาของพระองค์ไว้ เพราะพระองค์ได้ทำให้อิสลามเป็นศาสนาที่ดีที่สุด และเป็นศาสนาสุดท้ายที่ทรงประทานมา

    สาม : ตรงนี้เรากำลังอยู่กับเหตุการณ์ล่าสุด ซึ่งไม่มีวันเป็นเหตุการณ์สุดท้าย เพราะยังมีชัยฏอนญินและ มนุษย์ที่สิ้นหวังคอยพยายามก่อเรื่องอย่างไม่หยุดหย่อนเพื่อทำร้ายศาสนานี้ รวมทั้งคัมภีร์อันบริสุทธิ์และศาสนทูต ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม

    เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นภายใต้น้ำมือของผู้ที่มีชื่อว่า Geert Wilders หัวหน้าพรรคเสรีภาพ เป็นบุคคลที่คลั่งชาตินิยมขวาจัด ต้องการที่จะโจมตีศาสนาอันยิ่งใหญ่นี้ เพื่อให้ตัวเองเป็นที่รู้จักและได้รับผลทางการเมือง ทว่าอัลลอฮฺไม่ทรงให้เขาได้สมหวัง และพระองค์จะทรงทำให้เขาอดสูมากกว่านี้ต่อไป อินชาอัลลอฮฺ เพราะฉะนั้นบุคคลผู้นี้จึงได้ทำหนังสั้นความยาว 17 นาทีว่าด้วยอิสลามและอัลกุรอาน ซึ่งมีเนื้อหาที่เต็มไปด้วยการโกหกหลอกลวงและกุเรื่อง และให้ชื่อมันว่า "ฟิตนะฮฺ" และหากสิ่งที่เขาทำถูกนำไปเสนอต่อสถาบันหรือมหาวิทยาลัยที่เป็นวิชาการทั่วๆ ไป ใดๆ ก็ตาม แน่แท้ สิ่งที่เขาจะได้รับคงไม่เป็นอื่นเว้นแต่ต้องถูกประณามและเหยียดหยาม เพราะมันเป็นผลงานที่ไม่มีความเป็นวัตถุวิสัยแม้แต่น้อย และเป็นผลงานที่บิดเบือนและกลบเกลือนความเป็นจริง

    ฉากเริ่มแรกและฉากจบของหนังเป็นการนำภาพท่านศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ที่ถูกวาดโดยอาชญากรเดนมาร์กมาใส่ไว้ จะเห็นระเบิดถูกเสียบไว้ที่ศีรษะของภาพเขียนนั้น ฉากที่หนังเริ่มต้นจะเห็นชนวนระเบิดเริ่มถูกจุดไฟ และในตอนจบจะเห็นว่าระเบิดนั้นได้ระเบิดจนแตกกระจุยไป การกระทำเช่นนี้เพื่อสื่อด้วยวิธีการสกปรกว่าอิสลามเป็นศาสนาที่มาเพื่อก่อความเสียหายและทำลายล้าง และการไม่พูดอะไรเลยเกี่ยวกับอิสลามจะนำไปสู่ความสูญสลายของอารยธรรมและประชาชาติอื่นนอกจากอิสลามนั่นเอง !

    สี่ : เราอาจจะแบ่งข้อสังเกตเกี่ยวกับหนังที่ว่านี้ในสี่จุดคือ

    (1) โองการอัลกุรอานที่ถูกตัดแปะออกจากสำนวนดั้งเดิมที่ต่อเนื่องกัน และถูกทำให้ความหมายบิดเบือนไป เช่น

    ก. โองการแรกในหนัง ซึ่งเป็นพระดำรัสของอัลลอฮฺว่า

    «وَأَعِدُّوا لَهُمْ مَا اسْتَطَعْتُمْ مِنْ قُوَّةٍ وَمِنْ رِبَاطِ الْخَيْلِ تُرْهِبُونَ بِهِ عَدُوَّ اللَّهِ وَعَدُوَّكُمْ وَآَخَرِينَ مِنْ دُونِهِمْ» (الأنفال : 60)

    ความว่า “และพวกเจ้าจงเตรียมไว้สำหรับ (ป้องกัน) พวกเขา สิ่งที่พวกเจ้าสามารถ อันได้แก่กำลังอย่างหนึ่งอย่างใด และการผูกม้าไว้ โดยที่พวกเจ้าทำให้ศัตรูของอัลลอฮฺและศัตรูของพวกเจ้าหวั่นเกรงด้วยสิ่งนั้น และพวกอื่นๆอีก อื่นจากพวกเขา ซึ่งพวกเจ้ายังไม่รู้จักพวกเขา อัลลอฮฺทรงรู้จักพวกเขาดี และสิ่งที่พวกเจ้าบริจาคในทางของอัลลอฮฺนั้นไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดก็ตาม สิ่งนั้นจะถูกตอบแทนแก่เจ้าโดยครบถ้วนโดยที่พวกเจ้าจะไม่ถูกอธรรม” (อัล-อันฟาล 60)

    มีเสียงอ่านโองการนี้ถึงแค่จุดนี้เท่านั้นโดยไม่อ่านต่อไปให้จบ และมีจุดประสงค์เพื่อเน้นต้องประโยคที่ว่า ( تُرهِبون) เพื่อบ่งชี้ว่าอิสลามคือการก่อการร้าย ซึ่งเป็นสิ่งที่เหล่าผู้เกลียดชังเคียดแค้นและไร้จริยธรรมทั้งหลายประสงค์จะนำมาแปะไว้กับอิสลาม

    เราไม่อายที่จะพูดถึงเนื้อหาในคัมภีร์ของพระผู้เป็นเจ้าของเรา และเราก็ไม่ได้ปฏิเสธโองการนี้ เรายังถือว่าการอ่านโองการนี้เป็นการอิบาดะฮฺต่อพระองค์ด้วย(หมายถึงเป็นศาสนกิจที่ได้รับบุญ) และเราวอนขอต่อพระองค์เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามเนื้อหาของมันได้ แต่เราขอตอบโต้การกล่าวหาที่พาดพิงเอาเพียงส่วนหนึ่งของโองการมาอ้างอย่างผิดๆ ในสองแง่มุม โดยไม่ขอกล่าวเพิ่มมากไปกว่านั้นเพราะจะทำให้ยืดยาวซึ่งไม่ใช่แนวทางของเว็บไซต์แห่งนี้

    แง่มุมที่หนึ่ง : เนื้อหาที่มีอยู่ในโองการดังกล่าวซึ่งเป็นสิ่งที่หนังได้ใช้อ้างเพื่อปฏิเสธอิสลามนั้น คือสิ่งเดียวกันที่ชาติมหาอำนาจใหญ่ๆ ได้ทำในปัจจุบัน ชาติเหล่านี้ผลิตอาวุธมหาประลัย ระเบิดนิวเคลียร์ ระเบิดอะตอม เครื่องบินรบ เรือดำน้ำ และยุทโธปกรณ์อื่นๆ มากมาย โดยอ้างเพื่อใช้ป้องกันอธิปไตย และเป็นการแสดงแสนยานุภาพทำให้ศัตรูขยาดเพื่อไม่ให้มีการละเมิดล่วงล้ำอาณาธิปไตยแห่งตน และนี่คือความหมายที่แท้จริงที่อยู่ในโองการดังกล่าว

    การที่ผู้ปฏิเสธศรัทธาเกิดความละโมบที่จะบุกล่าดินแดนของมุสลิมนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเว้นแต่เพราะมุสลิมไม่ได้ปฏิบัติตามโองการที่ว่านี้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ ประเทศอิรัก พวกเขาได้กดดันรัฐบาลอิรักให้ทำลายอาวุธและขีปนาวุธทั้งหมด หลังจากที่แน่ใจว่าไม่เหลือซากแล้วก็ทำการบุกโจมตีและเข้ามายึดครอง โดยที่ประชาชนต้องกลายเป็นเหยื่อผู้รับกรรมที่โหดเหี้ยมของพวกเขา

    แง่มุมที่สอง : สำนวนเต็มของโองการดังกล่าวได้หักล้างคำกล่าวหาของพวกเขาที่พยายามจะนำการก่อการร้ายมาแปะไว้กับอิสลามตามที่เขาและพรรคพวกของเขาเข้าใจ เพราะโองการถัดไปทันทีนั้นได้ระบุว่า

    «وَإِنْ جَنَحُوا لِلسَّلْمِ فَاجْنَحْ لَهَا وَتَوَكَّلْ عَلَى اللَّهِ إِنَّهُ هُوَ السَّمِيعُ الْعَلِيمُ» (الأنفال : 61)

    ความว่า “และหากพวกเจ้าโอนอ่อนมาเพื่อการประนีประนอมแล้ว เจ้าก็จงโอนอ่อนตามเพื่อการนั้นด้วย และจงมอบหมายแต่อัลลอฮฺเถิด แท้จริงพระองค์คือผู้ทรงได้ยินทรงรอบรู้” (อัล-อันฟาล 61)

    ข. โองการที่สองในหนังที่เป็นพระดำรัสของอัลลอฮฺว่า

    «إِنَّ الَّذِينَ كَفَرُوا بِآيَاتِنَا سَوْفَ نُصْلِيهِمْ نَاراً كُلَّمَا نَضِجَتْ جُلُودُهُمْ بَدَّلْنَاهُمْ جُلُوداً غَيْرَهَا لِيَذُوقُوا الْعَذَابَ إِنَّ اللَّهَ كَانَ عَزِيزاً حَكِيماً» (النساء : 56)

    ความว่า “แท้จริงบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่อโองการทั้งหลายของเรานั้น เราจะให้พวกเขาเข้าไปในไฟนรก คราใดที่ผิวหนังของพวกเขาสุก เราก็เปลี่ยนผิวหนังให้แก่พวกเขาใหม่ซึ่งมิใช่ผิวหนังเดิม เพื่อพวกเขาจะได้ลิ้มรสการลงโทษ แท้จริงอัลลอฮฺ เป็นผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณ” (อัน-นิสาอ์ 56)

    สิ่งที่พวกเขาพยายามฉ้อฉลก็คือ พวกเขาต้องการสื่อแก่ผู้ชมว่า อิสลามสั่งให้เผาร่างคู่ขัดแย้งของตนจนกระทั่งผิวหนังสุกไหม้ และต้องการอ้างว่านี่เป็นบทบัญญัติของอัลลอฮฺ !

    คำโต้ตอบต่อการกล่าวหานี้อยู่ในสองแง่มุมคือ :

    แง่มุมที่หนึ่ง : การกระทำที่ว่าเป็นการฉ้อฉลห้วนๆ เห็นชัดเจน เพราะในโองการที่ว่าอัลลอฮฺได้พูดถึงการลงโทษของผู้ปฏิเสธศรัทธาในปรโลก ไม่ใช่บนโลกนี้ ! จะเห็นว่าในโองการถัดไปอัลลอฮฺได้นำผลตอบแทนของบรรดาผู้ศรัทธามาอธิบายเคียงคู่กันโดยทันที

    «وَالَّذِينَ آمَنُوا وَعَمِلُوا الصَّالِحَاتِ سَنُدْخِلُهُمْ جَنَّاتٍ تَجْرِي مِنْ تَحْتِهَا الْأَنْهَارُ خَالِدِينَ فِيهَا أَبَداً لَهُمْ فِيهَا أَزْوَاجٌ مُطَهَّرَةٌ وَنُدْخِلُهُمْ ظِلاًّ ظَلِيلاً» (النساء : 57)

    ความว่า “และบรรดาผู้ที่ศรัทธา และประกอบสิ่งดีงามทั้งหลายนั้น เราจะให้พวกเขาเข้าในบรรดาสวนสวรรค์ ซึ่งมีแม่น้ำหลายสายไหลอยู่ภายใต้สวนสวรรค์เหล่านั้น โดยที่พวกเขาจะอยู่ในนั้นตลอดกาล ซึ่งในนั้นพวกเขาจะได้รับคู่ครองที่บริสุทธิ์และเราจะให้เขาเข้าอยู่ในเงาร่มอันร่มเย็น” (อัน-นิสาอ์ 57)

    แง่มุมที่สอง : การสังเกตโองการนี้เพียงเผินๆ ก็สามารถรู้ถึงความฉ้อฉลของพวกเขาได้ทันที เพราะในโองการนี้อัลลอฮฺได้ตรัสว่า "เราได้เปลี่ยนผิวหนังของพวกเขาให้มีผิวหนังใหม่ขึ้นมาแทน" และมุสลิมซึ่งเป็นมนุษย์ธรรมดาๆ บนโลกนี้จะสามารถเปลี่ยนผิวหนังที่ไหม้เกรียมให้บังเกิดขึ้นใหม่ได้กระนั้นหรือ !?

    (2) ภาพที่จงใจสื่อเป็นอย่างอื่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกปฏิเสธในอิสลามอย่างดั้งเดิมอยู่แล้ว

    ตัวอย่างเช่น

    ก. ภาพของพวกรอฟีเฎาะฮฺ (ชีอะฮฺ) ออกมาตีหัวตัวเองและลูกๆ ของพวกเขาด้วยของมีคมจนเลือดไหลอาบ เป็นภาพที่ดูโหดร้าย สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นคำสอนในศาสนาเรา แต่เป็นสิ่งที่ผู้ซึ่งเรียกตนว่าเป็นมุสลิมบางกลุ่มได้กระทำด้วยความเขลาและหลงงมงาย ภาพที่เห็นมีดาบที่ติดเลือดชูขึ้นมาก็เป็นภาพของชีอะฮฺรอฟิเฎาะฮฺในงานชุมนุมของพวกเขา แต่ผู้ทำหนังจอมหลอกลวงพยายามทำให้เข้าใจว่าเป็นของประชาชาติมุสลิม และทำให้ผู้ชมเข้าใจว่าพวกเขาปิดพิธีการชุมนุมด้วยการตัดหัวผู้ไม่ใช่มุสลิม !

    ข. ในจำนวนภาพที่โกหกอย่างชัดเจนและน่าขัน คือภาพที่มีสตรีมุสลิมะฮฺปิดหน้าออกมาถือป้ายเขียนว่า "ขออัลลอฮฺประทานพรแก่ฮิตเลอร์" ! เห็นได้ชัดว่าสิ่งนี้เป็นการหลอกลวงและฉ้อฉล เพราะแท้จริง ศาสนาของเราไม่อนุญาตให้เราขอดุอาอ์หรือขอพรแก่ผู้ที่ตายในสภาพกุฟร์(ปฏิเสธศรัทธา) อัลลอฮฺได้ตรัสว่า

    «مَا كَانَ لِلنَّبِيِّ وَالَّذِينَ آَمَنُوا أَنْ يَسْتَغْفِرُوا لِلْمُشْرِكِينَ وَلَوْ كَانُوا أُولِي قُرْبَى مِنْ بَعْدِ مَا تَبَيَّنَ لَهُمْ أَنَّهُمْ أَصْحَابُ الْجَحِيمِ» (التوبة :113)

    ความว่า “ไม่บังควรแก่นบีและบรรดาผู้ศรัทธาที่จะขออภัยโทษให้แก่พวกตั้งภาคี และแม้ว่าพวกเขาจะเป็นญาติใกล้ชิดกันก็ตาม ทั้งนี้หลังจากเป็นที่ประจักษ์แก่พวกเขาแล้ว แน่นอนพวกเหล่านั้นเป็นชาวนรก” (อัต-เตาบะฮฺ 113)

    แล้วเหตุใดจึงมีภาพออกมาว่า มุสลิมะฮฺปิดหน้าที่เคร่งครัดในศาสนาเหล่านี้กลับขอพรให้กับฮิตเลอร์

    (3) วิดีโอตัดต่อ ส่วนหนึ่งเป็นของแท้ไม่ต้องสงสัยและอีกบางส่วนเป็นการบิดเบือนความจริงและฉ้อฉลคนดู

    ตัวอย่างเช่น

    ก. บทสัมภาษณ์กับเด็กผู้หญิงที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อตบตา เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่สามารถทำให้เด็กแสดงและตบตาได้แนบเนียนเท่าไรนัก สังเกตคือหนึ่งเด็กที่ว่าสวมหิญาบและพวกเขาก็ซักถามถึงศาสนาของเด็ก เหตุใดจึงต้องบิดเบือนและตบตาจนดูเหมือนว่าเป็นภาพปกติไม่มีอะไรหลอกลวงแบบนั้น !? ข้อสังเกตต่อไปก็คือ เด็กผู้หญิงคนนั้นถูกถามถึงพวกยิวและคริสต์แล้วเธอก็ตอบว่า "พวกนั้นเป็นลิงและสุกร" ! นี่ไม่ใช่คำสอนในศาสนาเรา ไม่มีบอกในคำสอนเราว่ายิวและคริสต์เป็นลิงและสุกร แต่ที่มีระบุก็คือ คนกลุ่มหนึ่งจากพวกยิวในสมัยก่อนได้ใช้อุบายเพื่อหาทางออกกับข้อห้ามในบทบัญญัติของพระผู้เป็นเจ้า พระองค์จึงทรงลงโทษพวกเขาด้วยการแปลงให้พวกเขากลายร่างเป็นลิง พระองค์ได้ตรัสว่า

    «وَلَقَدْ عَلِمْتُمُ الَّذِينَ اعْتَدَوْا مِنْكُمْ فِي السَّبْتِ فَقُلْنَا لَهُمْ كُونُوا قِرَدَةً خَاسِئِينَ » (البقرة : 65)

    ความว่า “และพวกสูเจ้า ก็รู้ดีถึงเรื่องราวของผู้คนในหมู่สูเจ้า ที่ละเมิดวันเสาร์ เราจึงได้กล่าวแก่พวกเขาเหล่านั้นว่า จงเป็นลิงที่น่ารังเกียจ” (อัล-บะเกาะเราะฮฺ 65)

    «فَلَماَّ عَتَوْا عَنْ مَا نُهُوا عَنْهُ قُلْنَا لَهُمْ كُونُوا قِرَدَةً خَاسِئِينَ» (الأعراف : 166)

    ความว่า “ครั้นเมื่อพวกเขาละเมิดสิ่งที่พวกเขาถูกห้ามในสิ่งนั้นแล้ว เราก็ประกาศิตแก่พวกเขาว่า พวกเจ้าจงเป็นลิงที่น่ารังเกียจ” (อัล-อะอฺรอฟ 166)

    ข. ภาพวิดีโอที่ถูกตัดออกจากโครงเรื่องเดิมอีกอันก็คือ ภาพที่คอฏีบบนมินบัรชักดาบออกมาและกล่าวคำท้าทายต่อคนกาฟิร ! เชคที่ให้คุฏบะฮฺผู้นี้เป็นที่รู้จักกันดี ท่านเป็นชาวอิรัก ที่ท่านชักดาบออกมาเพื่อปลุกใจผู้คนที่นั่งฟังอยู่ให้มีความฮึกเหิมที่จะต่อสู้เพื่อต่อต้านเหล่ากาฟิรที่รุกรานดินแดนและบ้านเมืองของพวกเขา (เชคผู้นี้ถูกชีอะฮฺรอฟีเฏาะฮฺฆ่าเสียชีวิตในเวลาต่อมา - ขออัลลอฮฺลงโทษอาชญากรต่อพฤติกรรมอันชั่วช้านั้นอย่างสาสมเถิด) อะไรที่เราอยากให้มุสลิมทำเมื่อดินแดนของพวกเขาถูกรุกราน ? จะให้พวกเขานิ่งเฉย มอบทรัพย์สมบัติและเกียรติของพวกเขาให้ศัตรู และยืนรอให้พวกเขามาฆ่า หรือพอใจและยกโทษให้กับอาชญากรผู้รุกรานกระนั้นหรือ ? ทว่า อิสลามเป็นศาสนาแห่งเกียรติและความสูงส่ง ชาวมุสลิมปฏิเสธการถูกกดขี่ และจำเป็นต้องต่อสู้กับอาชญากรผู้ล่วงล้ำละเมิดดินแดน สิ่งนี้ได้รับการสนับสนุนจากศาสนาและบทบัญญัติต่างๆ แทบทั้งสิ้น แม้แต่หัวหน้าของศัตรูผู้รุกรานเองก็ต้องพูดว่า "ถ้าบ้านเมืองฉันถูกโจมตีฉันก็จะต่อสู้กับศัตรูผู้รุกรานนั้น" และหากว่าเขาได้ทำจริงตามที่ท้าทายนั้น ก็ย่อมไม่มีอะไรที่ผิดไปจากข้อเท็จจริงและความเป็นจริงที่เป็นอยู่ เพราะผู้รุกรานย่อมต้องได้รับการตอบโต้ด้วยการต่อสู้ อะไรเล่าที่เป็นข้อห้ามข้อปฏิเสธไม่ให้มุสลิมต่อสู้กับผู้ที่รุกรานแผ่นดินของพวกเขา ?

    ห้า : แนวเรื่องของหนังทั้งหมดมุ่งไปที่การทิ่มแทงอิสลามด้วยการดูถูกและเยาะเย้ยต่อท่านศาสนทูต ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม และการทิ่มแทงอัลกุรอานด้วยการกล่าวหาว่าเป็นคัมภีร์ "ฟาสซิสต์" (คัมภีร์คลั่งชาตินิยม) เช่นที่ถูกกล่าวในหนัง อีกทั้งยังกล่าวเตือนให้ระวังภัยของมัสยิด ทุกอย่างนั้นผู้จัดทำหนังพยายามส่อให้เห็นผ่านภาพวิดีโอ รูปต่างๆ และเสียงดนตรีประกอบ ในหนังสั้นเรื่องนี้ของเขา แต่กระนั้นเขาก็ล้มเหลวอย่างเห็นได้ชัด เพราะเขาได้ใช้วิธีการโกหก บิดเบือน ฉ้อฉล ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ชม - แม้แต่ผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม – มิอาจจะรับได้เลย

    แท้จริงอัลลอฮฺได้ประทานให้เกิดผลร้ายจากอุบายของผู้สร้างหนังย้อนกลับทำลายตัวเองแล้ว เพราะผู้คนในฮอลันดาต่างพากันหาซื้อหนังสืออิสลามและอัลกุรอานมาอ่านและศึกษากัน และพวกเขาก็จะได้เห็นความโกหกหลอกลวงของผู้สร้างหนังนั้น แล้วมันก็เกิดขึ้นจริงเมื่อมีผู้รับอิสลามสามคนหลังจากที่มีการเอาหนังมาแสดง บริษัทหลายแห่งในฮอลันดาประกาศจะฟ้องคนสร้างหนังถ้าหากสินค้าของพวกเขาถูกบอยคอตจากประเทศมุสลิม สุดท้ายเขาเองก็จะได้รับแต่ความตกต่ำและการเหยียดหยาม แผนที่เลวทรามไม่สร้างผลร้ายแก่ผู้ใดนอกจากแก่ตัวของผู้วางแผนนั่นเสียเอง

    หก : แท้จริงอัลลอฮฺได้ปกป้องและช่วยเหลือศาสนาของพระองค์ด้วยชัยชนะที่ชัดเจน เพราะนับตั้งแต่มีประกาศว่าใกล้กำหนดจะฉายหนังดังกล่าว องค์กรต่างๆ รัฐบาลทั้งหลาย และผู้คนมากมายที่ไม่ใช่มุสลิมต่างปฏิเสธพฤติกรรมอันเลวทรามนี้ และต่างได้อธิบายว่าไม่มีการผูกโยงระหว่างอิสลามกับความรุนแรงและการก่อการร้าย มุสลิมเองต่างก็เป็นเหยื่อของการก่อการร้ายเฉกเช่นคนอื่นๆ ในบรรดาคนที่ออกมาปฏิเสธก็คือนายกรัฐมนตรีของฮอลันดาเอง ที่ได้ออกมาพูดด้วยถ้อยคำปฏิเสธที่หนักแน่นยิ่ง นอกจากนี้ยังมีเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ อียู ผู้นำทางการเมือง แม้กระทั่งสถานีถ่ายทอดผ่านดาวเทียมทั้งของภาครัฐและเอกชนต่างก็ปฏิเสธหนังเรื่องนี้ทั้งสิ้น จนในที่สุดไม่เหลือที่อื่นใดให้เผยแพร่นอกจากในอินเตอร์เน็ตเท่านั้น

    ข่าวจาก Islammemo เมื่อวันที่ 29/3/2008 รายงานว่า ที่บรัสเซล สภายุโรปาล (European Parliament หรือ Europarl มีตัวย่อว่า EP) ได้ออกมาประณามหนังโจมตีอิสลามเรื่องนี้ ประธานสภาฯ Hans-Gert Pöttering ได้กล่าวประณามรอง Wilders อย่างหนักว่า เนื้อหาของหนังถูกจัดสร้างขึ้นเพื่อปะทุความรู้สึกของชาวมุสลิมในฮอลแลนด์ ยุโรป และทั่วโลก

    เขากล่าวเพิ่มเติมว่า "ในนามของ EP เราปฏิเสธอย่างแข็งขันต่อการบิดเบือนในหนังว่าอิสลามเป็นศาสนาแห่งความรุนแรง" และบอกว่าเขาเห็นด้วยอย่างยิ่งกับแถลงการณ์ของรัฐบาลฮอลแลนด์ที่ปฏิเสธหนังดังกล่าว

    นอกจากนี้อียูก็ยังได้ออกแถลงการณ์และกล่าวเห็นด้วยว่าหนังที่มีความยาวสิบห้านาทีดังกล่าวนั้นเป็นหนังที่ "ต่อต้านอิสลาม" และ "ดูถูก" และ "แพร่กระจายความเกลียดชัง"

    ส่วนประชาชาติอิสลาม ต่างก็ได้เคลื่อนไหวในการปฏิเสธ หักล้าง ออกแถลงการณ์และคำเตือนเกี่ยวกับการดูถูกอิสลามที่ปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประเทศอิสลามบางประเทศได้ขู่ที่จะตัดความสัมพันธ์กับฮอลแลนด์ ได้มีการเรียกร้องให้ทูตฮอลแลนด์ออกจากประเทศ บอยคอตสินค้าฮอลแลนด์

    ท่ามกลางความอ่อนแอและความแตกแยกที่ประชาชาติมุสลิมต้องประสบอยู่ ณ ขณะนี้ กระนั้นการที่ผู้คนทั้งที่เป็นมุสลิมและไม่ใช่มุสลิมออกมาเรียกร้องและปกป้องศาสนาของเราเช่นที่เห็นก็ถือว่าเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่แล้วสำหรับอิสลาม นายกรัฐมนตรีของฮอลแลนด์ได้ส่งหนังสือไปยังชัยคุลอัซฮัรเพื่อชี้แจงถึงการปฏิเสธของรัฐบาลฮอลแลนด์ต่อกรณีการผลิตและฉายหนังดังกล่าว และชี้แจงว่ามีการฟ้องขึ้นศาลในฮอลแลนด์แล้ว ลองคิดดูสิว่า จะเป็นอย่างไรถ้าหากประชาชาติมีความเป็นปึกแผ่นภายใต้หัวใจเดียวกัน และหากพวกเขามีความแข็งแกร่งพอที่จะทำให้เหล่าผู้เคียดแค้นหรือผู้โป้ปดได้ขยาดและเกรงกลัว !?

    เจ็ด : สิ่งที่เราพบเห็นจากการเจตนาเผยแพร่หนังเรื่องนี้ของ Wilders นั้นเป็นไปด้วยจุดประสงค์หรือเป้าหมายบางประการเช่น

    1. เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว สร้างชื่อเสียง และชนะในการเลือกตั้ง

    2. สร้างความพอใจให้กับยิว และเห็นได้ชัดในหลายตอนของคลิปวิดีโอและในเวลาที่พูดถึงการฆ่าในแง่มุมของชาวมุสลิม ว่าพยายามแสดงออกถึงความสงสารต่อพวกยิว ในขณะที่พวกเขาเป็นอาชญากรผู้รุกรานด้วยซ้ำ โดยที่ลืมหรือทำเป็นลืมไปถึงสองเรื่องคือ หนึ่ง คนที่ฆ่ายิวตายเป็นล้านนั้นคือ ฮิตเลอร์ ซึ่งเป็นคริสเตียนไม่ใช่มุสลิม และฮิตเลอร์เองก็ประกาศชัดเจนในหนังสือของเขา "Mein Kampf " ว่าสิ่งที่เขาทำเป็นคำสั่งจากพระเจ้า! เรื่องที่สอง พวกยิวเองคือคนที่ฆ่าและขับไล่มุสลิมจำนวนมาก และไม่ละอายที่จะเรียกการปิดล้อมฉนวนกาซ่าครั้งล่าสุดว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ "Holocaust " !

    3. เตือนชาวยุโรปให้เห็นถึงสถิติที่เติบโตของประชากรมุสลิมในประเทศของพวกเขา และต้องการอ้างอย่างเป็นนัยว่าจำนวนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้เป็นอันตรายสำหรับยุโรป

    4. เตือนกลุ่มประเทศยุโรปโดยรวมและประเทศฮอลแลนด์โดยเฉพาะ ให้เห็นถึงจำนวนมัสยิดมีเพิ่มขึ้น เพื่อพยายามอ้างว่าการมีอยู่ของมัสยิดเหล่านี้เป็นอันตราย สิ่งนี้เห็นได้ชัดจากการนำภาพมัสยิดหลายแห่งในฮอลแลนด์ให้ปรากฏในหนัง

    5. พยายามสกัดกั้นไม่ให้มีการแพร่กระจายอัลกุรอานในยุโรป และพยายามเปรียบเทียบอัลกุรอานกับหนังสือ "Mein Kampf " ของฮิตเลอร์ และให้ร้ายอัลกุรอานว่าเป็นคัมภีร์ "ฟาสซิสต์" ซึ่งเป็นศัพท์ที่บ่งชี้ถึงความรุนแรงและความแข็งกร้าว

    แท้จริงอัลลอฮฺได้กำราบผู้ผลิตหนังนี้ด้วยหนังที่เขาผลิตเองซึ่งเต็มไปด้วยการโกหกและบิดเบือน ผู้คนจะได้เห็นความแตกต่างระหว่างความจริงและความหลอกลวงเมื่อใดที่พวกเขาได้เปิดอ่านอัลกุรอานและสิ่งที่ปัญญาชนของตะวันตกเองเขียนถึงอิสลาม หนังเรื่องนี้จะกลายเป็นเหตุให้ผู้คนหันมาสนใจและศึกษาอิสลาม และอาจจะเป็นเหตุให้ผู้คนมากมายได้รอดพ้นจากความหลงทาง

    แปด : การให้คุณลักษณะอิสลามว่าเป็นศาสนาแห่งการก่อการร้ายและความรุนแรง คือเนื้อหาดั้งเดิมที่หนังต้องการสื่อถึง การกล่าวเช่นนี้ไม่ได้เป็นอะไรเลยนอกเสียจากการกล่าวหาใส่ร้าย เพราะอิสลามเป็นศาสนาแห่งความเมตตา ความยุติธรรม และมนุษยธรรม เป็นศาสนาที่ทำให้ผู้คนรอดพ้นจากความอธรรมของเหล่าชนผู้ปกครองพวกเขาและบรรดาผู้ที่ขัดแย้งกับพวกเขา เช่นที่เคยเกิดขึ้นในอันดาลูเซียและอียิปต์มาแล้ว รวมทั้งในดินแดนอื่นๆ ที่คู่ขัดแย้งมักจะถูกกระทำอย่างโหดร้ายทารุณ แม้กระทั่งระหว่างพวกยิวกันเองก็ตามที!

    Israel Wolfenson ได้กล่าวว่า "ความเสียหายที่ชาวยิวในดินแดนหิญาซ(คาบสมุทรอาระเบียฝั่งตะวันตก)ต้องพบ เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยถ้าหากจะเทียบกับสิ่งที่พวกเขาได้รับจากการบังเกิดขึ้นมาของอิสลาม แท้จริงนักรบมุสลิมได้ปลดปล่อยยิวเป็นพันๆ คนที่เคยอยู่ภายใต้การกดขี่ของอาณาจักรโรมัน ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ด้วยความทรมานอันแสนสาหัสมากมาย" (ดู Al-Yahood wa’l-Tahaaluf ma’a al-Aqwiya’ by Dr. Nu’maan ‘Abd al-Razzaaq al-Saamara’i, quoted in an article by Professor Khaalid Joodah, al-Faariq al-Insaani bayna Hadaarat al-Islam wa Thaqaafat al-Gharb.)

    อิสลามไม่ใช่ศาสนาที่ต่ำต้อยและไร้เกียรติ การญิฮาดหรือต่อสู้ในหนทางของพระผู้เป็นเจ้าเป็นสิ่งหนึ่งในเครื่องหมายแห่งอิสลาม และเป็นงานหนึ่งที่ยิ่งใหญ่มาก ถูกบัญญัติมาเพื่อปกป้องมุสลิมจากศัตรูของพวกเขา และเพื่อเป็นหนทางในการเผยแพร่ศาสนาของอัลลอฮฺและถ้อยคำแห่งเอกภาพให้ถึงทั่วทุกมุมของแผ่นดิน แต่ในอิสลามไม่มีการข่มขู่บังคับให้คนอื่นรับอิสลาม เพราะในจำนวนเงื่อนไขของการรับอิสลามคือความซื่อสัตย์และจริงใจ หากใครผู้หนึ่งไม่มีคุณลักษณะสองประการเขาก็จะถูกนับว่าเป็นคนสับปลับ อิสลามไม่สนับสนุนให้มีคนพวกนี้อยู่ในหมู่อิสลามิกชน ในขณะที่เราพบว่า เหล่านักเผยแพร่ของคริสต์ได้ให้ความร่วมมือในการบังคับผู้คนให้รับศาสนาคริสต์ในประเทศยุโรปและที่อื่นๆ และมีผู้ที่ต้องเสียชีวิตมากมายจากการกระทำที่ว่า นักประวัติศาสตร์บางคนถึงกับระบุว่ามีจำนวนมากถึง 7-15 ล้านคน !

    นับเป็นความอยุติธรรมอย่างยิ่งที่จะเอาความผิดพลาดของมุสลิมบางคนที่เข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ - ซึ่งบรรดาอุละมาอ์ของอิสลามเองก็ประณามและปฏิเสธ – มาผูกโยงกับอิสลาม เช่นที่ปรากฏให้เห็นหนังตรงที่เหตุการณ์การระเบิดรถไฟกรุงลอนดอนและแมดริดเป็นต้น สิ่งเหล่านี้ล้วนได้รับการประณามจากผู้รู้ (มุสลิม) ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดโดยไร้สาเหตุแต่เป็นการโต้ตอบความอยุติธรรมและการกดขี่

    ขณะเดียวกัน ก็มีการทำเป็นลืมกับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์อย่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสอง ที่ผู้คนตายกันเป็นล้านๆ ครั้งที่หนึ่งประมาณ 14 ล้าน และครั้งที่สองประมาณ 55 ล้านคน และไม่ได้เกิดขึ้นระหว่างมุสลิมกับคริสต์ ทว่าเป็นสงครามระหว่างพวกเขากันเองด้วยซ้ำ นอกเหนือไปจากเหยื่อระเบิดนิวเคลียร์ของอเมริกาที่ฮิโรชิมา ชนเผ่าอินเดียนแดงเจ้าของทวีปอเมริกา และชาวเอเชียอีกหลายคนจากการบุกรุกของอเมริกา รวมไปถึงดินแดนของนักล่าอาณานิคมอื่นๆ ด้วย

    พวกเขายังลืมการทำลายล้างและก่อการร้ายที่ชาวครูเสดได้ก่อขึ้นกับดินแดนมุสลิม และที่อเมริกาได้ทำกับอัฟกานิสถานและอิรัก และสิ่งที่ชาวคริสต์ได้ทำกับชาวบอสเนีย และอื่นๆ อีกมาก หากประวัติศาสตร์ได้ลืมอะไรไปแล้วมากมาย ทว่ามันคงไม่ลืมการพิพากษาโหดหรือศาลของพระคริสเตียน (Inquisition) ในประเทศสเปน

    กุสตาฟ เลอ บอง (Gustave Le Bon) ได้กล่าวไว้ใน "Arab Civilization" ของเขาว่า เฟรดินันได้ให้สัญญากับชาวอาหรับว่าจะให้สิทธิเสรีภาพแก่พวกเขาในการนับถือศาสนาและการใช้ภาษา ทว่ายังไม่ทันถึงปี ค.ศ. 1499 ก็ถึงเวลาที่ชาวอาหรับถูกฆ่าล้างโคตรและทรมานเป็นเวลานานถึงหลายศตวรรษหลังจากนั้น และจบลงด้วยการขับไล่อาหรับออกจากสเปน มันเริ่มด้วยการจับอาหรับมาให้เข้าคริสต์ จากนั้นก็เปิดศาล "Inquisition" ที่สั่งให้เผาคนเหล่านั้นด้วยการอ้างว่าพวกเขาอยู่ในฐานะของชาวคริสต์ การฆ่าล้างด้วยการเผาไฟมิได้เกิดขึ้นนอกจากต้องทำด้วยการค่อยเป็นค่อยไป เพราะพวกเขาไม่สามารถที่จะเผาอาหรับเป็นล้านคนได้ในคราวเดียวกัน !

    พระคาดินัลผู้เคร่งครัดแห่ง Toledo ซึ่งเป็นหัวหน้าการพิพากษาได้สั่งให้ตัดหัวคนอาหรับที่ไม่รับคริสเตียนทุกคนไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง คนแก่หรือเด็ก แต่พระ Baleda แห่งโดมินิกันเห็นว่านั่นยังไม่พอ เขาเห็นว่าต้องตัดหัวคนอาหรับที่รับคริสเตียนด้วยและคนที่ยังถือศาสนาเดิม โดยอ้างว่า เป็นไปไม่ได้ที่เราจะรู้ว่าอาหรับคนไหนที่ซื่อสัตย์ในการรับศาสนาคริสต์ เพราะฉะนั้นจึงสนับสนุนให้ฆ่าคนอาหรับทุกคน เพื่อให้พระผู้เป็นเจ้าได้พิพากษาพวกเขาในโลกอื่น และปล่อยให้คนที่ไม่ซื่อสัตย์ได้เข้านรก !

    ไม่มีอะไรที่เราทำได้นอกจากต้องยอมรับว่า เราไม่พบว่าในหมู่กองทัพมุสลิมจะมีผู้ที่ถูกประณามว่ากระทำอยุติธรรม เหมือนที่เราพบว่ามีการกระทำเช่นนั้นต่อชาวมุสลิม (ดู Arab Civilization หน้า 270-271)

    ในปัจจุบัน ใครที่ใช้วิจารณญาณก็จะพบว่า เจ้าของการก่อการร้ายที่แท้จริงนั้นเป็นผู้ที่นับถือศาสนาอื่นในหมู่ชาวคริสต์ ยิว ฮินดู และสิกข์ และจะพบว่ามุสลิมเป็นเหยื่อของการก่อการร้ายที่ว่า เมื่อใดเล่าผู้ที่หลับใหลจะตื่นเสียที ? เมื่อใดเล่าที่หลงลืมจะรู้ตัวบ้าง ?

    เราขอกล่าวแก่ Wilders ผู้สร้างหนังจอมฉ้อฉลที่เรียกร้องให้เราฉีกโองการอัลกุรอานที่อ้างว่าเป็นโองการแห่งการก่อการร้ายนั้น ให้เขาหวนกลับไปดูในคัมภีร์ของเขาว่ามีอะไรที่เป็นการก่อการร้ายบ้าง ..

    หากเจ้าเป็นยิวที่ศรัทธาต่อพันธะสัญญาเก่า (The Old Testament) มีบัญญัติบางข้อที่ถูกพาดพิงถึงพระเจ้าที่ได้ตรัสกับโมเสสว่า "เมื่อเจ้าใกล้ถึงเมืองใดเพื่อทำสงครามกับพวกเขา ให้เจ้าเรียกร้องสู่การไกล่เกลี่ยก่อน ... ส่วนเมืองใดที่พระเจ้าได้ประทานให้เจ้าแล้วนั้น ก็อย่าปล่อยให้ผู้ใดมีชีวิตอยู่เลยเด็ดขาด ทว่าจงทำลายมันซะทุกคนด้วยคมดาบ ไม่ว่าจะเป็นพวก Hittites, Amorites, Canaanites, Perizzites, Hivites และ Jebusites เช่นที่พระเจ้าของเจ้าได้บัญชา" (Deuteronomy 20:10, 16-17)

    และหากเจ้าเป็นคริสต์ที่ศรัทธาต่อพันธะสัญญาใหม่ (The New Testament) แล้วละก็ ใน Matthew 10:34-36 มีเรื่องที่ถูกพาดพิงถึงพระเยซูว่า "พวกเจ้าอย่าได้คิดว่าฉันมาเพื่อนำสันติภาพมาสู่โลก ฉันไม่ได้มาเพื่อนำสันติภาพมาให้ แต่มันเป็นดาบ ฉันมาเพื่อแยกระหว่างลูกกับพ่อ ระหว่างลูกสาวกับแม่ ระหว่างสะใภ้กับแม่ยาย และให้ศัตรูของแต่ละคนคือคนในบ้านเขาเอง"

    ดูเพิ่มเติมใน al-Sayf bayna al-Qur’aan wa’l-Kitaab al-Muqaddas by Dr. Habeeb ‘Abd al-Malik. http://www.elforkan.com/7ewar/showthread.php?t=7597

    เก้า : ภาระหน้าที่ของมุสลิมก็คือ

    1. ไม่ก่อปัญหาในประเทศของพวกเขาด้วยการออกมาประท้วงด้วยการทำลายข้าวของ หรือทำร้ายคนอื่น

    2. นำเรื่องต่างๆ ปรึกษากับอุละมาอ์และผู้นำ เพื่อแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนี้หรือเรื่องอื่นๆ

    3. พยายามอย่างแข็งขันเพื่อยึดมั่นกับอิสลามทั้งด้วยคำพูดและการกระทำ ในมุมหนึ่งมันจะช่วยในการเผยแพร่อิสลาม และในอีกมุมหนึ่งมันจะทำให้ผู้ที่อิจฉาและเคียดแค้นอิสลามรู้สึกเจ็บช้ำต่ออิสลามและประชาชาติมุสลิมยิ่งขึ้น

    4. เรียกร้องเชิญชวนสู่การน้อมรับต่ออัลลอฮฺด้วยวิทยปัญญาและความรู้ แจกจ่ายอัลกุรอานฉบับแปลภาษาต่างๆ หนังสืออิสลามที่ง่ายๆ ให้กับผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม และให้ร่วมมือกับองค์กรการกุศลอิสลามทั้งหลายและเหล่าอุละมาอ์ผู้รู้ที่เชื่อถือได้ในการดำเนินการดังกล่าว

    และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงชี้ทาง ...

    ส่งฟีดแบ็ก